เริ่มต้นป้อนอาหารอย่างไรดีและ เทคนิคการให้อาหารเสริมแก่ลูกน้อย

เริ่มต้นป้อนอาหารอย่างไรดีและ-เทคนิคการให้อาหารเสริมแก่ลูกน้อย
Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

เทคนิคง่าย ๆ คือ ให้เลือกช่วงเวลาป้อนอาหารใกล้กับเวลาที่ให้นมลูก แต่อย่าปล่อยให้หิวจัด อาจให้ลูกกินข้าวก่อนแล้วให้นมตาม

หรือ จะให้นมก่อนเล็กน้อยแล้วค่อยให้อาหารเสริมก็ได้ จะทำให้ลูกรู้ว่า อาหารนี้ก็กินได้นะ และช่วยให้หายหิวด้วย ที่สำคัญ ระหว่างป้อน ควรมีการสบตา ชวนพูดคุย ป้อนด้วยความนุ่มนวล คอยกระตุ้น ให้เด็กเคี้ยวอาหารเป็นครั้งคราว และควรใช้เวลาป้อนไม่เกิน 30 นาที หากนานกว่านั้นให้เก็บ เพื่อเป็นการสร้างพฤติกรรมการกินเป็นเวลา นอกจากนี้ควรจัดให้นั่งเก้าอี้ที่ปลอดภัยสำหรับเด็กโดยเฉพาะด้วยค่ะ

 เทคนิคการให้อาหารเสริมแก่ลูกน้อย

  • ควรเริ่มให้ทีละน้อย แล้วค่อย ๆ เพิ่มปริมาณ ในวันแรกให้เริ่ม ป้อนเพียง 1 ช้อนโต๊ะ
  • เวลากินข้าวแล้วฝืดคอ ใช้ช้อนตักน้ำป้อนหลังกินอาหาร แล้ว ตามด้วยนมจนอิ่ม
  • ค่อย ๆ เพิ่มอาหารวันละ 1 ช้อนโต๊ะ อย่าเพิ่มเร็วเกินไป เพราะ กระเพาะอาหารยังทำงานไม่เต็มที่
  • ถ้าลูกไม่อยากกิน ห้ามบังคับขู่เข็ญหรือบีบปากให้กิน ค่อยให้ ใหม่ในวันถัดไป แต่ไม่ควรปล่อยนานเกินไป เพราะลูกจะขาดสารอาหาร และทําให้เกิดพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะกับวัยได้
  • ฝึกจนกระทั่งลูกกินได้ปริมาณ 5-7 ช้อนโต๊ะต่อมื้อ ส่วนนมแม่ มื้อนั้นให้เลื่อนการกินออกไปอีก 1 – 2 ชั่วโมงหลังอาหาร
  • กรณีที่ยังไม่รู้ว่าลูกแพ้อาหารหรือไม่ ควรให้กินมื้อเช้าหรือ กลางวัน เพราะหากป้อนมือเย็น ลูกอาจมีอาการผิดปกติตอนกลางคืนได้ แต่ถ้าลูกไม่มีอาการแพ้ อาจเปลี่ยนมาให้อาหารมื้อเย็นแทน จะช่วย ทําให้ลูกอิ่มนานและหลับได้ยาวขึ้น
  •  การเริ่มเนื้อสัตว์ชนิดใหม่ทุกครั้งควรเริ่มที่ละชนิด และให้กิน ซ้ำ 4 – 5 วัน เพื่อตรวจสอบอาการแพ้ เนื้อสัตว์ที่แนะนำ ได้แก่ ไก่ หมู ตับไก่ ตับหมู ไข่แดง ปลาน้ำจืด
  • ไข่แดงต้องต้มให้สุกเต็มที่ ห้ามเป็นไข่มะตูมหรือไข่ลวก เพราะ เชื้อโรคไม่ถูกทำลาย อาจทำให้ถ่ายเป็นมูกเลือดได้
  • ปริมาณเนื้อสัตว์ที่ใส่ต่ออาหาร 1 มื้อ มากสุดคือ 1 ช้อนโต๊ะ ไม่ควรมากกว่านี้ เพราะไตจะทำงานหนัก
  • งดอาหารทะเล เนื่องจากทำให้แพ้ง่าย
  • สำหรับผลไม้ให้จัดเป็นอาหารว่างอีก 1 มื้อ อาจบดละเอียด แล้วเติมน้ำลงไปด้วย ช่วยให้ไม่ฝืดคอและไม่หวานจนเกินไป
  • ไม่ควรปรุงรสใดๆ นอกจากเติมเกลือไอโอดีนได้เล็กน้อยเพื่อ ไปให้ขาดสารอาหาร ช่วยป้องกันไม่ให้ลูกติดรสชาติเค็มหรือหวานได้

สล็อตออนไลน์

More to explorer

ไข้หวัดแดด โรคในเด็กที่พบบ่อย ช่วงหน้าร้อน แม่บ้านยุคใหม่ แม่บ้าน

ไข้หวัดแดด โรคในเด็กที่พบบ่อย ช่วงหน้าร้อน

อากาศในหน้าร้อนแบบนี้ไม่เพียงแต่ผู้ใหญ่ที่ต้องทนทรมานกับคลื่นความร้อน แต่เด็กๆ ก็เช่นกัน วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับโรคไข้หวัดแดดในเด็กกัน จะเป็นอย่างไรนั้นไปดูกันเลย ไข้หวัดแดด เกิดจากอะไร การเกิดไข้หวัดแดดนั้น เกิดจากที่อุณหภูมิมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยที่เป็นอากาศที่ร้อนเป็นหลักจึงทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน อาการไข้หวัดแดด 1.อ่อนเพลีย ข้อนี้อาจแยกได้ยากเพราะหากเป็นไข้หวัดก็จะเป็นเช่นกัน และหากเป็นไข้ร่วมกันกันปากที่แห้งจนแข็งอันนี้จะเป็นข้อบ่งชี้ว่าเด็กเป็นไข้หวัดแดดได้ 2.ไม่มีอาการเจ็บคอ คอแห้ง แสบคอ หากเป็นหวัดจากไวรัสเด็กจะมีอาการเจ็บคอ ร่วมด้วยและอาจมีเสมหะในรายที่คออักเสบมากๆ อาจทำให้เด็กรู้สึกแสบคอมากได้เช่นกัน 3.มีน้ำมูกใส เล็กน้อยหรือไม่มีเลย

อายุการใช้งาน ของขวดนมและจุกนมเด็ก แม่บ้านยุคใหม่ แม่บ้าน

อายุการใช้งาน ของขวดนม และจุกนมเด็ก

คุณแม่มือใหม่บางคนที่เริ่มให้ลูกใช้ขวดนม อาจจะยังไม่ทราบว่าขวดนมแต่ละแบบนั้นมีอายุใช้งานอยู่ ไม่ใช่ว่าจะใช้ได้ตลอดโดยไม่ต้องเปลี่ยนขวดใหม่เลย ดังนั้นเรามาดูกันดีกว่าว่า อายุการใช้งานของขวดนมและจุกนมนั้น เป็นอย่างไร อายุการใช้งานของ ขวดนม 1.ขวดที่มีสีขาวขุ่น  ขวดแบบนี้สามารถทนอุณหภูมิ ( -20̊ ) – 110 ̊ และอายุการใช้งานนั้นโดยเฉลี่ยแล้วจะสามารถอยู่ได้ ถึง 6 เดือน โดยจะต้องแล้วแต่ความถี่ในการทำความสะอาดและต้มหรือนึ่งฆ่าเชื้อ  2.ขวดพลาสติกที่ขาวใส

ลูกติดหวาน รับมืออย่างไร มาดู 5 เทคนิคนี้ แม่บ้านยุคใหม่ แม่บ้าน

ลูกติดหวาน รับมืออย่างไร มาดู 5 เทคนิคนี้

ขนมต่างๆ มักมีรสหวานเพื่อให้เด็กรู้สึกอร่อยและเป็นรสชาติที่ทำให้มีความสุข ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่โตขึ้นเด็กๆ ก็จะเริ่มเลือกทานแต่อาหารหวานๆ จนทำให้ ลูกติดหวาน ในที่สุด ซึ่งคุณพ่อคุณแม่จะทำอย่างไรดี มาดูเทคนิคที่เราหามาให้ได้อ่านกันไปดูกันเลย วิธีรับมือเมื่อ ลูกติดหวาน 1.คุณคือคนที่เลือกอาหารให้ลูก การทานอาหารในแต่ละมื้อ หลักๆ เด็กจะต้องทานที่บ้านและคุณก็จะต้องเป็นคนหาให้เขาได้ทานดังนั้นคุณเองก็ควรลองทำกับข้าวที่สามารถควบคุมรสชาติได้เองเพื่อเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกให้หันมาทานอาหารที่ไม่หวานได้ 2.ตัวอย่างที่ดีคือตัวคุณเอง การยกตัวอย่างต่างๆ ก็ไม่เท่าทำให้ดู ลูกๆ  จะมองคุณเป็นต้นแบบในแทบทุกเรื่องดังนั้นหากคุณห้ามให้ลูกไม่ทานหวานแต่ตัวคุณกลับทำซะเอง เด็กๆ ก็จะทำตามอย่างที่คุณทำแน่นอน