แข็งอกแข็งใจส่งลูกไปโรงเรียนวันแรก

แข็งอกแข็งใจส่งลูกไปโรงเรียนวันแรก
Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

การส่งลูกไปโรงเรียนในวันแรกไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะการ ลากันที่หน้าห้องเรียนของแม่กับลูกเป็นฉากอารมณ์ที่มักจะต้องมีการ เสียน้ำตา (อย่างน้อยก็แม่ละที่มักจะน้ำตาคลอทั้งที่บอกกับตัวเอง จะต้องใจแข็งไม่ร้องไห้)

   ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นเคยแอบวาดฝันไว้ว่า คราวนี้ละจะช้อปปิ้งอย่าง เป็นอิสระ สบายตัว ไม่ต้องมามัวห่วงจับลูก แต่พอเอาเข้าจริงๆ ก็พบ ว่าความคิดถึงและความเป็นห่วงลูกมีไม่น้อยเลย จากที่เคยคิดว่า ถ้า ส่งลูกแล้วคงจะดีอกดีใจ และถือโอกาสไปเยือนแหล่งช้อปปิ้งยอดนิยม อย่างเป็นอิสระ แต่สุดท้ายกลับยืนอึ้งอยู่หน้าโรงเรียน ไม่กล้าไปไหน ไกลเพราะไม่รู้ว่าลูกจะเป็นอย่างไรบ้าง แต่จะมัวยืนซึมน้ำตาไหลคง

ไม่ดีแน่ เพราะเคยได้ยินผู้เชี่ยวชาญด้านปฐมวัยหลายท่านแนะนำว่า เด็กมักจะซึมซับพฤติกรรมของผู้ใหญ่ ถ้าแม่มีท่าทีอาลัยอาวรณ์หรือ ลังเล ลูกที่พร้อมจะงอแงอยู่ทุกเมื่อก็จะร้องไห้น้ำตาท่วมได้ในทันที (ก็ หนูเองไม่อยากจากแม่เป็นทุนอยู่แล้วนี่นา)

แม่อย่างเราก็ได้แต่ยิ้มบอก กับตัวเองว่า ลูกโตขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว ทุกคนต้องไปโรงเรียน การพา ลูกไปโรงเรียนไม่ใช่การทอดทิ้ง แต่เป็นการส่งเสริมพัฒนาการของลูก ตามช่วงวัยต่างหาก เมื่อคิดได้อารมณ์และท่าทีของเราก็จะมั่นคงขึ้น

   จากการแอบซุ่มดูพบว่า ลูกเดินตามคุณครูเข้าชั้นเรียนได้โดยไม่ ได้ทำให้แม่ใจเสีย สนุกกับกิจกรรมร่วมกับเพื่อนๆ ส่วนหนึ่งน่าจะมา จากนิทานที่ลูกได้ฟังเกี่ยวกับการไปโรงเรียน ที่ได้เคยเล่าให้ลูกฟังเพื่อ เป็นการอุ่นเครื่องมาระยะหนึ่งแล้ว) แม้ว่าจะใจหายอยู่บ้าง แต่ก็ดีใจ กับพัฒนาการใหม่ในชีวิตของลูกและของเราเองด้วย

   จากในช่วงแรกที่แทบจะเข้าๆ ออกๆ โรงเรียนเพื่อแอบดูและคอย เฝ้าลูกทั้งวัน ก็ทิ้งระยะห่างนานขึ้น แต่ยังคงมารับลูกก่อนเลิกเรียน เพื่อที่จะได้เจอหน้ากันทันทีตามที่สัญญากันไว้ และเท่าที่สังเกตเด็กๆ ที่โรงเรียนพบว่า เด็กที่ร้องไห้มากๆ ในตอนเช้า ส่วนหนึ่งมาจากการ ที่ผู้ใหญ่มารับไม่ตรงเวลาหรือไม่มาตามสัญญา ทําให้เด็กไม่มั่นใจ กลัวการจากพราก

   การร้องไห้ของเด็กๆ ไม่ใช่เรื่องต้องกังวลใจ ถ้าลองแอบดจะ ถึงจะร้องๆ อยู่ แต่พอพ่อแม่คล้อยหลังออกไปก็หยุดร้องไห้ได้แทบจะทับ และเล่นสนุกกับเพื่อนๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นเลย

Mommy’s Tips & Tricks

– ชี้ชวนให้ลูกดูเด็กคนอื่นๆ เช่น ญาติๆ หรือเด็กแถวบ้าน ที่ไป โรงเรียนในตอนเช้าและกลับจากโรงเรียนในตอนบ่าย

– พาลูกไปเดินเล่นหรือเล่นที่สนามเด็กเล่นในโรงเรียน เพื่อ สร้างความคุ้นเคยล่วงหน้า เป็นการอุ่นเครื่องก่อนไปโรงเรียนจริงๆ

– ช่วงแรกที่ลูกไปโรงเรียน พ่อแม่ควรไปรับให้เร็วหรือไปก่อน เลิกเรียน เพื่อลูกจะได้ไม่ใจหาย กลัวถูกทิ้ง และสร้างความมั่นใจ ให้กับลูกว่าตัวเองจะได้กลับบ้านแน่ๆ

– ควรมีขนมถูกใจไว้รอรับลูกหลังเลิกเรียนหรือมีสติกเกอร์ – รางวัลสําหรับนักเรียนคนเก่ง เพื่อสร้างแรงจูงใจ

– ไม่ใช้การไปโรงเรียนหรือเอาคุณครูมาขู่ลูก เพราะจะเป็นการ สร้างทัศนคติที่ไม่ดี

จีคลับสล็อต

More to explorer

เมื่อลูกเป็น “โรคภูมิแพ้” จะมีวิธีดูแลได้อย่างไร #แม่บ้านยุคใหม่

เมื่อลูกเป็น “โรคภูมิแพ้” จะมีวิธีดูแลได้อย่างไร

สำหรับโรคภูมิแพ้ถือว่าเป็นโรคที่เด็กๆเป็นกันมากที่สุด ซึ่งโรคภูมิแพ้นี้เกิดขึ้นได้โดยเฉพาะกับสภาพอากาศเย็นและชื้น ซึ่งเด็กๆมักจะมีอาการน้ำมูกไหลจะจามกัน สำหรับโรคภูมิแพ้นี้ถือว่าไม่ได้เป็นโรคที่น่ากลัวแต่อย่างไร แต่หากเป็นแล้วก็สามารถเป็นได้อีกไม่มีทางรักษาให้หายขาด เพราะฉะนั้นใครที่เป็นโรคภูมิแพ้ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ก็จะต้องมีวิธีจัดการกับตัวเองให้ระงับอาหารที่เกิดขึ้นให้ได้ โดยอาการของโรคภูมิแพ้ของเด็กแต่ละคนนั้นจะแสดงออกมาที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งเด็กบางคนนั้นอาจจะแสดงอาการทางผิวหนึ่ง ที่เรียกกันว่า ลมพิษ หรือเด็กบางมีอาการเยื่อจมูกอักเสบ วันนี้เราจึงมีวิธีป้องกัน โรคภูมิแพ้ มาฝากคุณพ่อคุณแม่แต่ละคน ได้ลองทำกันดู วิธีป้องกันโรคภูมิแพ้ให้กับเด็กๆสามารถทำได้ดังนี้ ป้องกันฝุ่นและไรฝุ่น ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สามารถทำให้เกิด โรคภูมิแพ้ ได้ โดยคุณแม่จะต้องจัดการทำความสะอาดส่วนต่างของบ้าน

หากลูกป่วยเป็น RSV จะต้องทำอย่างไร และอันตรายแค่ไหน? #แม่บ้านยุคใหม่

หากลูกป่วยเป็นRSV จะต้องทำอย่างไร และอันตรายแค่ไหน?

สำหรับทุกวันนี้เรามักพบเชื้อไวรัสมากมาย ซึ่งไวรัสบางตัวเราก็ยังไม่เคยเนมาก่อน ซึ่งในระยะเวลา 10-20 ปี ไวรัสเหล่านั้นได้กลายพันธุ์ให้มาติดเด็กๆ จนทำให้ทางการแพทย์จึงต้องเร่งศึกษาและหาวิธีรักษากันทุกวัน วันนี้เราจะก็มาบอกข้อมูลของไวรัส RSV ที่เป็นไวรัสที่เด็กเล็กป่วยบ่อยที่สุดช่วงตอนอากาศชื้นๆ อาการของไวรัส RSV นี้ยังทำให้เด็กมีไข้ ตัวร้อน บางรายเข้าทำการรักษาไม่ทันเด็กก็ถึงขั้นเสียชีวิตได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นเราจะต้องมีวิธีจัดการกับไวรัสตัวนี้ หากรู้ว่าลูกเป็นคุณแม่จะต้องทำอย่างไร ไปดูกัน เด็กที่ป่วยเป็น RSV มีอาการอย่างไร มีไข้สูง

อาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับคุณแม่หลังคลอดที่ต้องระวัง!! #แม่บ้านยุคใหม่

อาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับคุณแม่หลังคลอดที่ต้องระวัง!!

คุณแม่หลังคลอดเป็นคุณแม่ที่ต้องการพักฟื้นร่างกายมากที่สุด เพราะคุณแม่จะเสียลือดมากและได้รับอาการบาดเจ็บบริเวณช่องคลอด การที่คุณแม่มีร่างกายอ่อนเพลียในช่วงนี้จึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่มีโรคต่างๆแทรกซ้อนเข้ามา ด้วยสภาวะฮอร์โมนกำลังปรับตัว จึงทำให้สภาพร่างกายและสภาพจิตใจของคุณยังไม่ปกติ วันนี้เราก็จะมีอาการต่างๆที่สามารถเกิดขึ้นได้มาแนะนำ สำหรับคุณแม่หลังคลอดว่าจะมีโอกาสเกิดอาการป่วยแบบใดได้บ้าง อาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับคุณแม่หลังคลอด มีไข้ เป็นอีกหนึ่งอาการที่คุณแม่จะต้องแจ้งแพทย์ทันที เพราะในช่วงที่ คุณแม่หลังคลอด คุณแม่ได้เสียเลือดเป็นจำนวนมาก ร่างกายเลยทำการผลิตเลือดขึ้นมา จึงทำให้อุณภูมิร่างกายของคุณแม่ไม่ปกติ จึงทำให้เกิดมีไข้หลังคลอดประมาณ 1- 2 ชั่วโมงได้ ตกเลือด เป็นอีกหนึ่งอาการที่น่ากลัวเช่นกัน เพราะอาการตกเลือดนี้จะเป็นอาการหลังคลอดที่คุณหมอได้ทำการเย็บแผลในมดลูกไม่สนิท