สูตรอาหาร หมูหวานคาราเมลโรยต้นหอม

สูตรอาหาร หมูหวานคาราเมลโรยต้นหอม
Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ารสชาติคือสิ่งที่ทำให้อาหารอร่อยและมีความน่ากินทำให้เจริญอาหารมากขึ้น ดังนั้นหลายคนจึงคิดค้นสูตรอาหารต่างๆ ขึ้นมาเพื่อให้รสชาติไม่ซ้ำจำเจ ซึ่งปัจจุบันมีสูตรอาหารเป็นล้านๆ สูตรมาให้ทำลองทำกินกัน และวันนี้เราก็มีอยู่หนึ่งสูตรที่ทานได้ทุกเพศทุกวันนั่นก็คือเมนูหมูหวานคาราเมลโรยต้นหอม ซึ่งคาราเมลที่ใช้นั้นต่างจากที่ใช้ทำขนมเพราะจะใช้ซอสสูตรพิเศษในการทำเป็นคาราเมลเรียกว่าเป็นไฮไลท์เด็ดของเมนูนี้เลย

เคล็ดลับความอร่อยของหมูหวานคาราเมลโรยต้นหอม

ก่อนที่จะไปดูวิธีทำลองมาดูเคล็ดลับกันก่อนดีกว่า  เคล็ดลับของเมนูนี้อยู่ที่ความเหนียวเข้มข้นของซอสคาราเมลนั่นเอง ดังนั้นอุปกรณ์ครัวจึงมีความสำคัญเพราะว่าหากใช้หม้อหรือกระทะที่ไม่มีพื้นผิวเคลือบจะทำให้ติดกระทะและเกิดการไหม้ได้ ซึ่งจะทำให้ซอสมีรสขม และควรใช้น้ำปลาหอมๆ แทนการใส่เกลือจะเป็นการชูรสชาติได้มากขึ้น เอาล่ะเมื่อรู้เคล็ดลับแล้วลองมาดูส่วนผสมและวิธีทำกันเลย

ส่วนผสมหมูหวานคาราเมลโรยต้นหอม
เนื้อหมูส่วนสะโพกหรือสันนอกเพราะไม่เหนียว
หัวหอม1/2
น้ำตาลทรายแดง 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำเปล่า 2 ถ้วย
น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
ซอสถั่วเหลือง 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันมะกอก 1 ช้อนชา
ข้าวขาวสุก
หัวหอมซอยสำหรับโรยหน้า

วิธีทำหมูหวานคาราเมลโรยต้นหอม
1.สับหัวหอมและหั่นหมูชิ้นขนาดพอดีคำ จากนั้นตั้งน้ำมันมะกอกให้ร้อนปานกลางและนำหัวหอมสับกับหมูลงไปผัดประมาณ 5 นาที
2.จากนั้นเติมซีอิ๊ว น้ำปลา น้ำตาลและซอสถั่วเหลืองลงไปเคี่ยวไฟอ่อน 30 นาที ระหว่างเคี่ยวคอยคนไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นสีน้ำตาลเข้มและมีความหนืด
3.นำหมูและหัวหอมลงมาผัดคลุกเคล้ากันจนเข้ากันหมด จากนั้นโรยด้วยต้นหอมนำเสิร์ฟใส่จาน

ทานพร้อมกับข้าวสวยก็อร่อยทำให้เจริญอาหารได้มากขึ้น หรือจะทำเป็นกับข้าวสำหรับงานปาร์ตี้ก็เหมาะแต่ให้ลดหวานลงหน่อย และสำหรับคนที่ไม่กินหวานมากก็ลดปริมาณสัดส่วนของซอสลงก็จะได้ความหวานเบาๆ แบบลงตัว กินเป็นอาหารกลางวันหรืออาหารเย็นก็เหมาะใช้เวลาในการทำไม่เกิน 30 นาทีก็ได้ของอร่อยๆ แล้ว เป็นสูตรอาหารง่ายๆ แม้คนที่ไม่ค่อยเข้าครัวก็ทำได้ไม่ยากเพียงแค่มีอุปกรณ์เครื่องครัวในการทำก็พอแล้ว

#ลงครัว #เคล็ดลับทำอาหาร #ทำอาหาร #หมูหวานคาราเมลโรยต้นหอม #SexyBaccarat

More to explorer

เมื่อลูกเป็น “โรคภูมิแพ้” จะมีวิธีดูแลได้อย่างไร #แม่บ้านยุคใหม่

เมื่อลูกเป็น “โรคภูมิแพ้” จะมีวิธีดูแลได้อย่างไร

สำหรับโรคภูมิแพ้ถือว่าเป็นโรคที่เด็กๆเป็นกันมากที่สุด ซึ่งโรคภูมิแพ้นี้เกิดขึ้นได้โดยเฉพาะกับสภาพอากาศเย็นและชื้น ซึ่งเด็กๆมักจะมีอาการน้ำมูกไหลจะจามกัน สำหรับโรคภูมิแพ้นี้ถือว่าไม่ได้เป็นโรคที่น่ากลัวแต่อย่างไร แต่หากเป็นแล้วก็สามารถเป็นได้อีกไม่มีทางรักษาให้หายขาด เพราะฉะนั้นใครที่เป็นโรคภูมิแพ้ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ก็จะต้องมีวิธีจัดการกับตัวเองให้ระงับอาหารที่เกิดขึ้นให้ได้ โดยอาการของโรคภูมิแพ้ของเด็กแต่ละคนนั้นจะแสดงออกมาที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งเด็กบางคนนั้นอาจจะแสดงอาการทางผิวหนึ่ง ที่เรียกกันว่า ลมพิษ หรือเด็กบางมีอาการเยื่อจมูกอักเสบ วันนี้เราจึงมีวิธีป้องกัน โรคภูมิแพ้ มาฝากคุณพ่อคุณแม่แต่ละคน ได้ลองทำกันดู วิธีป้องกันโรคภูมิแพ้ให้กับเด็กๆสามารถทำได้ดังนี้ ป้องกันฝุ่นและไรฝุ่น ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สามารถทำให้เกิด โรคภูมิแพ้ ได้ โดยคุณแม่จะต้องจัดการทำความสะอาดส่วนต่างของบ้าน

หากลูกป่วยเป็น RSV จะต้องทำอย่างไร และอันตรายแค่ไหน? #แม่บ้านยุคใหม่

หากลูกป่วยเป็นRSV จะต้องทำอย่างไร และอันตรายแค่ไหน?

สำหรับทุกวันนี้เรามักพบเชื้อไวรัสมากมาย ซึ่งไวรัสบางตัวเราก็ยังไม่เคยเนมาก่อน ซึ่งในระยะเวลา 10-20 ปี ไวรัสเหล่านั้นได้กลายพันธุ์ให้มาติดเด็กๆ จนทำให้ทางการแพทย์จึงต้องเร่งศึกษาและหาวิธีรักษากันทุกวัน วันนี้เราจะก็มาบอกข้อมูลของไวรัส RSV ที่เป็นไวรัสที่เด็กเล็กป่วยบ่อยที่สุดช่วงตอนอากาศชื้นๆ อาการของไวรัส RSV นี้ยังทำให้เด็กมีไข้ ตัวร้อน บางรายเข้าทำการรักษาไม่ทันเด็กก็ถึงขั้นเสียชีวิตได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นเราจะต้องมีวิธีจัดการกับไวรัสตัวนี้ หากรู้ว่าลูกเป็นคุณแม่จะต้องทำอย่างไร ไปดูกัน เด็กที่ป่วยเป็น RSV มีอาการอย่างไร มีไข้สูง

อาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับคุณแม่หลังคลอดที่ต้องระวัง!! #แม่บ้านยุคใหม่

อาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับคุณแม่หลังคลอดที่ต้องระวัง!!

คุณแม่หลังคลอดเป็นคุณแม่ที่ต้องการพักฟื้นร่างกายมากที่สุด เพราะคุณแม่จะเสียลือดมากและได้รับอาการบาดเจ็บบริเวณช่องคลอด การที่คุณแม่มีร่างกายอ่อนเพลียในช่วงนี้จึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่มีโรคต่างๆแทรกซ้อนเข้ามา ด้วยสภาวะฮอร์โมนกำลังปรับตัว จึงทำให้สภาพร่างกายและสภาพจิตใจของคุณยังไม่ปกติ วันนี้เราก็จะมีอาการต่างๆที่สามารถเกิดขึ้นได้มาแนะนำ สำหรับคุณแม่หลังคลอดว่าจะมีโอกาสเกิดอาการป่วยแบบใดได้บ้าง อาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับคุณแม่หลังคลอด มีไข้ เป็นอีกหนึ่งอาการที่คุณแม่จะต้องแจ้งแพทย์ทันที เพราะในช่วงที่ คุณแม่หลังคลอด คุณแม่ได้เสียเลือดเป็นจำนวนมาก ร่างกายเลยทำการผลิตเลือดขึ้นมา จึงทำให้อุณภูมิร่างกายของคุณแม่ไม่ปกติ จึงทำให้เกิดมีไข้หลังคลอดประมาณ 1- 2 ชั่วโมงได้ ตกเลือด เป็นอีกหนึ่งอาการที่น่ากลัวเช่นกัน เพราะอาการตกเลือดนี้จะเป็นอาการหลังคลอดที่คุณหมอได้ทำการเย็บแผลในมดลูกไม่สนิท