อยากมีลูก แต่ไม่ท้องสักที ต้องลองกินอาหาร 6 ชนิดนี้

อยากมีลูก แต่ไม่ท้องสักที ต้องลองกินอาหาร 6 ชนิดนี้ แม่บ้านยุคใหม่
Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

หลายคู่ที่แต่งงานกันนานแต่ยังไม่มีลูกสักทีอาจเกิดจากสุขภาพร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งคนเหล่านี้มักจะพบแพทย์เพื่อปรึกษาหาวิธีให้มีลูกง่ายขึ้น และแพทย์มักแนะนำให้กินโฟเลตก่อนตั้งครรภ์ 3 เดือน เพื่อให้ร่างกายสามารถสร้างอสุจิได้แข็งแรงขึ้น  ทำให้ตัวอ่อนเกาะติดกับมดลูกง่ายขึ้นนั่นเอง วันนี้เราเลยจะนำอาหารที่มีโฟเลตสูงมาแนะนำคุณแม่บ้านยุคใหม่ ใครอยากท้องต้องรีบหามากินกันเลย

1.กะหล่ำปลี

กะหล่ำปลีคือผักที่มีโฟเลตในปริมาณ 135 ไมโครกรัม เป็นผักที่เหมาะกับคนอยากท้องอย่างมาก อีกทั้งกะหล่ำปลียังช่วยลดการปวดตึงของเต้านมในคุณแม่ให้นมได้ด้วย

2.ผักโขม

ผักโขมอุดมไปด้วยแคลเซียม ธาตุเหล็ก วิตามินหลากหลายชนิดและที่สำคัญมีโฟเลตสูงถึง 194 ไมโครกรัม สามารถนำมาทำอาหารได้หลายอย่าง นอกจากนี้ผักขมยังช่วยบำรุงน้ำนมแม่ได้ด้วยเช่นกัน

3.สตรอว์เบอร์รี่

สตรอว์เบอร์รีผลไม้ที่มีรสหวานอมเปรี้ยวนอกจากจะกินแบบสดได้แล้วยังนำมาทำอาหารได้หลายอย่าง สตรอว์เบอร์รีมีวิตามินซีและมีโฟเลตในปริมาณ 61 ไมโครกรัม คนอยากท้องที่ไม่ชอบกินผักเหมาะกับผลไม้ชนิดนี้มาก

4.พริกหยวกสีแดงหรือพริกหวานสีแดง

พริกหยวกแดงเป็นพริกที่ไม่มีรสเผ็ดจึงสามารถกินได้ง่ายโดยการนำมาทำอาการต่างๆ ใครอยากท้องแนะนำให้กินบ่อยๆเพราะพริกหยวกแดงมีโฟเลต รับรองว่าช่วยให้ท้องง่ายขึ้นแน่นอน

5.ถั่วตาดำ

ถั่วตาดำเป็นถั่วที่อุดมได้โฟเลตที่สูงมากถึง 210 ไมโครกรัม โดยคุณสามารถนำมาทำซุปหรือน้ำสลัดก็ได้ หรืออาจจะต้ม นึ่งก็อร่อยทานง่ายได้ประโยชน์และยิ่งคุณกินอย่างสม่ำเสมอโอกาสท้องก็จะง่ายขึ้นแน่นอน

6.หน่อไม้ฝรั่ง

หน่อไม้ฝรั่งมีโฟเลตสูง 175 ไมโครกรัม จึงเหมาะกับคนที่อยากท้องด้วยการนำมาทำอาหารปรุงสุกไม่ควรทานดิบเพราะจะมีกลิ่นฉุน

เมื่อรู้แบบนี้แล้วใครที่อยากท้องก็ลองปรับเปลี่ยนอาหารการกินใหม่และหมั่นออกกำลังบ่อยนะ ถือเป็นวิธีที่ช่วยให้คุณมีโอกาสท้องได้ง่ายขึ้นเลยทีเดียว

More to explorer

ทำความรู้จักกับ “โรควิตกกังวล” โรคที่ไม่ไกลตัว #แม่บ้านยุคใหม่

ทำความรู้จักกับ “โรควิตกกังวล” โรคที่ไม่ไกลตัว

สถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันบวกกับระบบเศรษฐกิจที่มีความเงียบแย่ทำให้หลายคนเกิดความเครียดและเกิดความวิตกกังวลในชีวิตมากขึ้นแน่นอนว่ามันไม่ส่งผลดีกับชีวิตของเราเลย สำหรับวันนี้เราจึงอยากนำเอาข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับโรควิตกกังวลที่มีคนจำนวนไม่น้อยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับอาการเช่นนี้อยู่ เพื่อที่จะให้ผู้อ่านได้ลองพิจารณาตัวเองว่าคุณเข้าข่ายเป็นโรควิตกกังวลหรือไม่ถ้าหากมีอาการตามรายละเอียดที่เราได้นำมาแนะนำกันนั้นก็ควรที่จะเข้าปรึกษาแพทย์เพื่อหาแนวทางในการรักษาว่าแต่โรควิตกกังวลนั้นจะมีรายละเอียดอะไรกันบ้างไปดูกันเลย โรควิตกกังวลคืออะไร ความวิตกกังวลเป็นอารมณ์และความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากจิตใจในทางลบ ซึ่งจะส่งผลกระทบทั้งทางด้านทางกายและจิตใจ โดยหากมีความวิตกกังวลมากเกินไปอาจจะนำไปสู่การเป็นโรควิตกกังวล ซึ่งเป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุก ๆ คน โรคนี้สามารถเกิดได้จากพันธุกรรมหรือสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ตัว โดยที่โรควิตกกังวลนั้นทำให้เกิดอุปสรรคในการใช้ชีวิตประจำวันได้ และหากปล่อยทิ้งไว้จะเป็นอันตรายอย่างมาก ดังนั้นเราควรจัดการกับโรควิตกกังวลลด้วยวิธีที่ถูกต้องและเหมาะสมก็จะสามารถทำให้กลับมาใช้ชีวิตปกติได้ โรควิตกกังวลนั้นมีหลายประเภท ได้แก่ โรควิตกกังวลทั่วไป คือ มีความวิตกกังวลเป็นเวลานานโดยอาจจะกังวลเกี่ยวกับเรื่องในชีวิตประจำวันทั่ว ๆ

จะมีลูกคนที่สองต้องรู้!! วิธีจัดการปัญหาพี่อิจฉาน้อง #แม่บ้านยุคใหม่

จะมีลูกคนที่สองต้องรู้!! วิธีจัดการปัญหาพี่อิจฉาน้อง

ในครอบครัวที่กำลังจะมีสมาชิกเพิ่มนั่นก็คือลูกคนที่ 2 แน่นอนว่าด้วยระยะห่างของอายุที่อาจมีไม่มากนักจะส่งผลให้พี่คนโตที่ยัง ไม่สามารถแยกแยะออกได้จะมีพฤติกรรมพี่อิจฉาน้อง ซึ่งพฤติกรรมนี้เป็นปัญหาทำให้คุณพ่อคุณแม่หนักใจไม่น้อยเลยทีเดียว เนื่องจากจะต้องใส่ใจในเรื่องของความรู้สึกของลูกคนโต และยังต้องดูแลและเลี้ยงดูลูกคนที่ 2 ไปด้วย แน่นอนว่าเมื่อคุณแม่หรือคุณพ่อให้ความสนใจและให้ความใส่ใจกับน้องมากเป็นพิเศษจะทำให้ลูกคนโตเริ่ม มีพฤติกรรมหรือนิสัยที่เปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากต้องการเรียกร้องความสนใจจากคุณพ่อคุณแม่นั้นเองแล้ววันนี้เราได้นำเอาวิธีการรับมือเมื่อลูกเกิดพฤติกรรมพี่อิจฉาน้องมาฝากกัน วิธีจัดการปัญหาพี่อิจฉาน้อง คุณแม่สามารถจัดการปัญหาพี่อิจฉาน้องนี้ตั้งแต่น้องอยู่ในท้องได้ ด้วยการแบ่งหน้าที่และสร้างความผูกพันให้กับลูกคนโต โดยการให้การตกลงแบ่งหน้าที่สำคัญให้กับลูกคนโต และบอกว่ามันเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่มากๆ ซึ่งลูกจะเห็นว่าเขาจะเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลน้องนั่นเอง อธิบายให้ลูกคนโตให้เข้าใจว่าทำไมต้องอุ้มน้องหรือป้อนนมน้อง และบอกให้ลูกรู้ให้ได้ว่า “น้องอ่อนแอและไม่สามารถดูแลตัวเองได้ พวกเราจะต้องช่วยกันดูแลน้อง” ซึ่งลูกคนโตจะรู้ได้อย่างชัดเจนว่า

“การนวดหลังคลอด” คุณแม่มือใหม่ไม่ควรพลาด #แม่บ้านยุคใหม่

“การนวดหลังคลอด” คุณแม่มือใหม่ไม่ควรพลาด

ในการตั้งครรภ์บอกเลยว่าคุณแม่จะต้องใช้ร่างกายหนักอย่างมาก เนื่องจากจะต้องสร้างคนอีก 1 คนขึ้นมาซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยทีเดียว และเมื่อถึงเวลาที่ต้องคลอดลูกหลังคลอดคุณแม่จะรู้สึกเหนื่อยล้าและรู้สึกได้ถึงความเสื่อมโทรมของสภาพร่างกาย แน่นอนว่าทำให้คุณแม่หลายคนจิตตกกันไปตามๆกัน สำหรับวันนี้เราได้นำเอาอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยบำบัดและผ่อนคลายความเครียดให้กับคุณแม่มาฝากกันนั่นก็คือ การนวดหลังคลอด ว่าแต่จะมีอะไรที่น่าสนใจและการนวดหลังคลอดจะมีประโยชน์ต่อคุณแม่อย่างไรนั้นไปดูกันเลย สาระน่ารู้ของการนวดหลังคลอด การนวดหลังคลอดมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งนวดน้ำมันหอมระเหย นวดกดจุด นวดกดจุดเพื่อผ่อนคลายพังผืดและกล้ามเนื้อ นวดกดจุดสะท้อนเท้า นวดแผนไทย นวดแบบสวีดิช รวมถึงนวดแบบผสมผสาน การนวดที่บ้านสามารถจุดเทียนหอม หรือปรับแสงไฟให้สลัวๆ เพื่อสร้างบรรยากาศให้ผ่อนคลายได้ ก่อนจะนวดน้ำมันหอมระเหยหรือนวดโลชั่นควรทดสอบอาการแพ้ก่อน