แม่ท้องก็สวยได้ 5 วิธีดูแลตัวเองระหว่างตั้งครรภ์

ท้องก็สวยได้-แม่บ้านยุคใหม่
Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

ผู้หลายคนมักจะกลัวการตั้งครรภ์เพราะทำให้รูปร่างเปลี่ยนไปและกลัวว่าจะทำให้ดูโทรม แต่ความจริงแล้วเมื่อรู้ตัวว่าตั้งครรภ์คุณแม่เริ่มต้นดูแลตัวเองอย่างดี เมื่อคลอดน้องแล้วก็กลับมาเป๊ะปังได้ไม่อยาก โดยมีวิธีการดูแลตัวเองได้ดังนี้

1.เตรียมตัวให้ดีๆ การวางแผนก่อนการตั้งครรภ์ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ คุณแม่ควรเตรียมตัวด้วยการจูงมือกันไปตรวจร่างกาย ดูแลน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ทานอาหารที่มีประโยชน์ ฉีดวัคซีนต่างๆ ที่จำเป็น หากมีปัญหาสุขภาพช่องปากควรจัดการให้เรียบร้อยก่อนตั้งครรภ์

2.เมื่อตั้งครรภ์แล้ว การรับประทานอาหารของคนท้องไม่จำเป็นต้องทานเยอะๆ แต่ควรได้รับปริมาณอาหารประมาณ 1500 กิโลแคลอรี่ต่อวัน นั้นคือเพิ่มจากผู้หญิงปกติ 300 กิโลแคลอรี่เท่านั้น แต่ที่สำคัญคุณแม่ต้องเลือกทานอาหารในหนึ่งมื้อให้ครบ 5 หมู่ รับประทานอาหารให้หลากหลายทั้งปลา ไก่ หมู ไข่ ผัก ผลไม้

3.ออกกำลังกายเป็นประจำ เมื่อท้องแล้วคุณแม่ก็ยังสามารถออกกำลังกายได้ โดยการเลือกชนิดของการออกกำลังกายให้เหมาะสม อามิ การเดิน, โยคะ, การว่ายน้ำ และควรมีเทรนเนอร์ดูแลใช้ชิด ซึ่งการออกกำลังกายระหว่างท้องจะช่วยลดอาการปวดหลัง เมื่อยล้า ให้คุณแม่ได้

4.ทาครีมเป็นประจำ หลายคนไม่อยากท้องเพราะกังวลว่าเมื่อคลอดแล้วหน้าท้องจะลาย ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่ากังวลอีกต่อไปเพราะหาคุณแม่ท้องทาครีมสำหรับคนตั้งครรภ์ที่ท้องเป็นประจำจะช่วยได้เป็นอย่างมาก

5.อย่าปล่อยให้น้ำหนักขึ้นเยอะจนเกินไป ในผู้หญิงที่มีน้ำหนักมาตรฐานเมื่อตั้งครรภ์น้ำหนักควรจะเพิ่มขึ้นประมาณ 12.18 กิโลกรัม แต่หากคุณแม่น้ำหนักเกินมาตรฐานควรน้ำหนักขึ้นระหว่างาตั้งครรภ์ 7-11 กิโลกรัม แต่หากน้ำหนักน้อยควรขึ้นมา มากกว่า 18 กิโลกรัม แต่หากคุณแม่ท่านใดที่เกินเกณฑ์ก็อย่าทำการลดน้ำหนักระหว่างตั้งครรภ์โดยเด็ดขาด ควรควบคุมปริมาณอาหารและเลือกรับประทานแต่ผักผลไม้จะดีที่สุด

หากว่าที่คุณแม่บ้านยุคใหม่ทั้งหลายดูแลตัวเองเป็นอย่างดีระหว่างที่กำลังตั้งครรภ์ เชื่อว่าหลังคลอดน้องแล้วจะกลับมาเป๊ะเหมือนเดิมได้ โดยเฉพาะคนที่ให้นมบุตรเองจะยิ่งผอมเร็วเป็นอย่างมาก

ติดตามเรื่องราวความรู้และทริคดีๆ เกี่ยวกับเรื่องของแม่บ้าน แม่บ้านยุคใหม่ เรื่องครอบครัวได้ที่นี่

#แม่บ้านยุคใหม่ #แม่บ้าน #แม่และเด็ก #ครอบครัว

More to explorer

อายุการใช้งาน ของขวดนมและจุกนมเด็ก แม่บ้านยุคใหม่ แม่บ้าน

อายุการใช้งาน ของขวดนม และจุกนมเด็ก

คุณแม่มือใหม่บางคนที่เริ่มให้ลูกใช้ขวดนม อาจจะยังไม่ทราบว่าขวดนมแต่ละแบบนั้นมีอายุใช้งานอยู่ ไม่ใช่ว่าจะใช้ได้ตลอดโดยไม่ต้องเปลี่ยนขวดใหม่เลย ดังนั้นเรามาดูกันดีกว่าว่า อายุการใช้งานของขวดนมและจุกนมนั้น เป็นอย่างไร อายุการใช้งานของ ขวดนม 1.ขวดที่มีสีขาวขุ่น  ขวดแบบนี้สามารถทนอุณหภูมิ ( -20̊ ) – 110 ̊ และอายุการใช้งานนั้นโดยเฉลี่ยแล้วจะสามารถอยู่ได้ ถึง 6 เดือน โดยจะต้องแล้วแต่ความถี่ในการทำความสะอาดและต้มหรือนึ่งฆ่าเชื้อ  2.ขวดพลาสติกที่ขาวใส

ลูกติดหวาน รับมืออย่างไร มาดู 5 เทคนิคนี้ แม่บ้านยุคใหม่ แม่บ้าน

ลูกติดหวาน รับมืออย่างไร มาดู 5 เทคนิคนี้

ขนมต่างๆ มักมีรสหวานเพื่อให้เด็กรู้สึกอร่อยและเป็นรสชาติที่ทำให้มีความสุข ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่โตขึ้นเด็กๆ ก็จะเริ่มเลือกทานแต่อาหารหวานๆ จนทำให้ ลูกติดหวาน ในที่สุด ซึ่งคุณพ่อคุณแม่จะทำอย่างไรดี มาดูเทคนิคที่เราหามาให้ได้อ่านกันไปดูกันเลย วิธีรับมือเมื่อ ลูกติดหวาน 1.คุณคือคนที่เลือกอาหารให้ลูก การทานอาหารในแต่ละมื้อ หลักๆ เด็กจะต้องทานที่บ้านและคุณก็จะต้องเป็นคนหาให้เขาได้ทานดังนั้นคุณเองก็ควรลองทำกับข้าวที่สามารถควบคุมรสชาติได้เองเพื่อเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกให้หันมาทานอาหารที่ไม่หวานได้ 2.ตัวอย่างที่ดีคือตัวคุณเอง การยกตัวอย่างต่างๆ ก็ไม่เท่าทำให้ดู ลูกๆ  จะมองคุณเป็นต้นแบบในแทบทุกเรื่องดังนั้นหากคุณห้ามให้ลูกไม่ทานหวานแต่ตัวคุณกลับทำซะเอง เด็กๆ ก็จะทำตามอย่างที่คุณทำแน่นอน

เสียงร้องของลูก บอกอะไรเราได้บ้าง แม่บ้านยุคใหม่ แม่บ้าน

เสียงร้องของลูก บอกอะไรเราได้บ้าง

การเลี้ยงเด็กคนหนึ่ง ให้เขาเจริญเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดี อาจจะเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย พ่อและแม่ต้องให้ความใกล้ชิด การดูแลที่อบอุ่น รวมถึงการเข้าอกเข้าใจทารกในการพัฒนา ทักษะในด้านต่างๆ ตามช่วงวัย การอบรมสั่งสอนรวมถึงการเลี้ยงดูที่ดีถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะนั้นจะเป็นพื้นฐานในการเจริญเติบโตของเด็กในอนาคต เด็กทารกนั้นยังไม่สามารถที่จะพูดคุย หรือสื่อสารเป็นคำพูดกับเราได้ ดังนั้นสิ่งที่เด็กทำได้เพื่อสื่อสารกับพ่อแม่ จึงเป็นเพียงการส่งเสียงร้อง ในรูปแบบและลักษณะ่าทางที่แตกต่างกัน บางคนอาจคิดว่าเสียงร้องของเด็กทารกนั้นแตกต่างกันจริงหรือ ทุกครั้งที่ร้องก็ฟังดูเสียงออกจะคล้ายกัน คนเป็นพ่อและแม่คนจะเข้าใจได้ดีเลยกับสิ่งนี้ หากเราลองสังเกตและใกล้ชิดกับลูก เราจะสามารถรู้สึกถึงความแตกต่างในเสียงร้องของลูก และรู้ได้ถึงสิ่งที่ลูกต้องการสื่อสารกับเราค่ะ เสียงร้องของลูก