ลูกน้อยในครรภ์ พัฒนาการดี แค่กระตุ้นด้วย 5 วิธีนี้

ลูกน้อยในครรภ์-พัฒนาการดี-แค่กระตุ้นด้วย-5-วิธีนี้-แม่บ้านยุคใหม่
Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

รู้หรือไม่ว่าเราสามารถกระตุ้นพัฒนาการลูกน้อยตั้งแต่ในครรภ์ เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ไตรมาสแรก สมองลูกเริ่มทำงานและรับสิ่งต่างๆ รอบตัว  ลูกในครรภ์จะค่อยๆ ซึมซับพฤติกรรมของแม่ได้ตั้งแต่ในท้อง  ถ้าอยากให้ลูกน้อยในครรภ์ พัฒนาการดี แค่กระตุ้นด้วย 5 วิธีนี้ เพื่อให้ลูกเติบโตมาด้วยพัฒนาการและเก่งรอบด้าน วันนี้เรามีข้อมูลดีๆ มาฝากคุณแม่บ้านยุคใหม่กันค่ะ

1.สัมผัสและหมั่นพูดคุยกับลูกบ่อย ๆ

การสัมผัสลูกน้อยบ่อย เป็นสายใยอย่างหนึ่งที่ทำให้ลูกมีความผูกพันกับคุณแม่มากขึ้น รวมถึงการหมั่นพูดคุยกับลูกในครรภ์บ่อย ๆ ด้วยเสียงที่นุ่มนวล และอบอุ่น ก็จะช่วยเสริมพัฒนาการให้ลูกน้อยในครรภ์ได้เป็นอย่างดีเช่นกัน

2.ปรับอารมณ์ให้ดีอยู่เสมออย่าเครียดจนเกินไป

เมื่อเราอารมณ์ไม่ดีเครียดจนเกินไป จะส่งผลไม่ดีแก่ลูกน้อยในครรภ์ เมื่อลูกน้อยเกิดมาจะงอแงและเลี้ยงยาก คุณแม่ตั้งครรภ์ จึงควรปล่อยใจให้สบาย อะไรที่ไม่ถูกใจหรือไม่สบายใจ ก็หายใจเข้าลึก ๆ จะทำให้คุณแม่ผ่อนคลาย แถมยังส่งผลดีต่อลูกน้อยในครรภ์ได้เป็นอย่างดี

3.พูดจาไพเราะ ยิ้มแย้ม แจ่มใส เป็นมิตรกับทุกคน

เราอยากให้ลูกเราเกิดมาเป็นเด็กดี พูดจาไพเราะอ่อนหวาน เราควรเริ่มจากตัวเราก่อน ลูกในครรภ์จะค่อย ๆ ซึมซับพฤติกรรมต่าง ๆ ของแม่ เมื่อลูกเกิดมาก็จะเป็นเด็กอารมณ์ดีเลี้ยงง่ายและเป็นที่รักของทุกคน

4.ฟังเพลง เล่านิทานให้ลูกน้อยในครรภ์ฟัง

ระบบประสาทการรับฟังของลูกน้อยในครรภ์ เริ่มทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ซึ่งการใช้เสียงเพลงหรือเล่านิทานให้ลูกฟังจะช่วยกระตุ้นการได้ยินของลูกน้อยได้

5.เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และเหมาะสมกับคุณแม่ตั้งครรภ์

เพราะในช่วงที่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ ลูกน้อยต้องการสารอาหารไปช่วยสร้างส่วนต่าง ๆ ของร่างกายโดยเฉพาะสมอง การที่เลือกรับประทานอาหารที่มีส่วนช่วยสร้างระบบประสาทและสมองทำให้ลูกพัฒนาการดีตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เมื่อลูกเกิดมาจึงมีพัฒนาการแข็งแรงสมบูรณ์สมวัย

การกระตุ้นพัฒนาการลูกสร้างได้ง่าย ๆ ด้วยตัวของคุณแม่เอง ถ้าอยากให้ลูกน้อย เก่ง ฉลาด และมีความรู้รอบด้าน ลองเอาวิธีที่แนะนำนี้ไปปฏิบัติกันดูนะคะ รับรองว่าเห็นผลเกินคาดแน่นอน ขอให้คุณแม่ทุกท่านโชคดีนะคะ

ติดตามเรื่องราวความรู้และทริคดีๆ เกี่ยวกับเรื่องของแม่บ้าน แม่บ้านยุคใหม่ เรื่องครอบครัวได้ที่นี่

#แม่บ้านยุคใหม่ #แม่บ้าน #แม่และเด็ก #ครอบครัว

More to explorer

ไข้หวัดแดด โรคในเด็กที่พบบ่อย ช่วงหน้าร้อน แม่บ้านยุคใหม่ แม่บ้าน

ไข้หวัดแดด โรคในเด็กที่พบบ่อย ช่วงหน้าร้อน

อากาศในหน้าร้อนแบบนี้ไม่เพียงแต่ผู้ใหญ่ที่ต้องทนทรมานกับคลื่นความร้อน แต่เด็กๆ ก็เช่นกัน วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับโรคไข้หวัดแดดในเด็กกัน จะเป็นอย่างไรนั้นไปดูกันเลย ไข้หวัดแดด เกิดจากอะไร การเกิดไข้หวัดแดดนั้น เกิดจากที่อุณหภูมิมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยที่เป็นอากาศที่ร้อนเป็นหลักจึงทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน อาการไข้หวัดแดด 1.อ่อนเพลีย ข้อนี้อาจแยกได้ยากเพราะหากเป็นไข้หวัดก็จะเป็นเช่นกัน และหากเป็นไข้ร่วมกันกันปากที่แห้งจนแข็งอันนี้จะเป็นข้อบ่งชี้ว่าเด็กเป็นไข้หวัดแดดได้ 2.ไม่มีอาการเจ็บคอ คอแห้ง แสบคอ หากเป็นหวัดจากไวรัสเด็กจะมีอาการเจ็บคอ ร่วมด้วยและอาจมีเสมหะในรายที่คออักเสบมากๆ อาจทำให้เด็กรู้สึกแสบคอมากได้เช่นกัน 3.มีน้ำมูกใส เล็กน้อยหรือไม่มีเลย

อายุการใช้งาน ของขวดนมและจุกนมเด็ก แม่บ้านยุคใหม่ แม่บ้าน

อายุการใช้งาน ของขวดนม และจุกนมเด็ก

คุณแม่มือใหม่บางคนที่เริ่มให้ลูกใช้ขวดนม อาจจะยังไม่ทราบว่าขวดนมแต่ละแบบนั้นมีอายุใช้งานอยู่ ไม่ใช่ว่าจะใช้ได้ตลอดโดยไม่ต้องเปลี่ยนขวดใหม่เลย ดังนั้นเรามาดูกันดีกว่าว่า อายุการใช้งานของขวดนมและจุกนมนั้น เป็นอย่างไร อายุการใช้งานของ ขวดนม 1.ขวดที่มีสีขาวขุ่น  ขวดแบบนี้สามารถทนอุณหภูมิ ( -20̊ ) – 110 ̊ และอายุการใช้งานนั้นโดยเฉลี่ยแล้วจะสามารถอยู่ได้ ถึง 6 เดือน โดยจะต้องแล้วแต่ความถี่ในการทำความสะอาดและต้มหรือนึ่งฆ่าเชื้อ  2.ขวดพลาสติกที่ขาวใส

ลูกติดหวาน รับมืออย่างไร มาดู 5 เทคนิคนี้ แม่บ้านยุคใหม่ แม่บ้าน

ลูกติดหวาน รับมืออย่างไร มาดู 5 เทคนิคนี้

ขนมต่างๆ มักมีรสหวานเพื่อให้เด็กรู้สึกอร่อยและเป็นรสชาติที่ทำให้มีความสุข ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่โตขึ้นเด็กๆ ก็จะเริ่มเลือกทานแต่อาหารหวานๆ จนทำให้ ลูกติดหวาน ในที่สุด ซึ่งคุณพ่อคุณแม่จะทำอย่างไรดี มาดูเทคนิคที่เราหามาให้ได้อ่านกันไปดูกันเลย วิธีรับมือเมื่อ ลูกติดหวาน 1.คุณคือคนที่เลือกอาหารให้ลูก การทานอาหารในแต่ละมื้อ หลักๆ เด็กจะต้องทานที่บ้านและคุณก็จะต้องเป็นคนหาให้เขาได้ทานดังนั้นคุณเองก็ควรลองทำกับข้าวที่สามารถควบคุมรสชาติได้เองเพื่อเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกให้หันมาทานอาหารที่ไม่หวานได้ 2.ตัวอย่างที่ดีคือตัวคุณเอง การยกตัวอย่างต่างๆ ก็ไม่เท่าทำให้ดู ลูกๆ  จะมองคุณเป็นต้นแบบในแทบทุกเรื่องดังนั้นหากคุณห้ามให้ลูกไม่ทานหวานแต่ตัวคุณกลับทำซะเอง เด็กๆ ก็จะทำตามอย่างที่คุณทำแน่นอน