ต้นไม้ฟอกอากาศ ปลูกง่าย ฟอกมลพิษ ช่วยดูดซับสารพิษ

ต้นไม้ฟอกอากาศ ปลูกง่าย ฟอกมลพิษ ช่วยดูดซับสารพิษ แม่บ้าน แม่บ้านยุคใหม่ บ้านและสวน
Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

ปัจจุบันมีการปนเปื้อนของมลพิษในอากาศมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพร่างกาย นอกจากการป้องกันโดยการใส่หน้ากากอนามัย หรือเครื่องฟอกอากาศแล้ว อีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยทำให้ห้องของคุณมีอากาศที่ดีขึ้น ก็คือ ต้นไม้ฟอกอากาศ หรือ ต้นไม้ดูดสารพิษ เป็น เครื่องฟอกอากาศธรรมชาติ ที่นอกจากจะทำให้คุณมีอากาศที่ดีขึ้น ต้นไม้เหล่านี้จะช่วยทำให้ห้องของคุณสวยงามขึ้นอีกด้วย บทความนี้จะแนะนำต้นไม้ที่คนนิยมปลูกเพื่อฟอกอากาศ ปลูกง่าย สามารถปลูกได้ภายในห้องมาฝากกัน

ต้นลิ้นมังกร

ต้นลิ้นมังกร เป็นไม้ประดับที่คนนิยมปลูกเพื่อฟอกอากาศ เนื่องจากเป็นไม้ประดับที่จะคายก๊าซออกซิเจนในเวลากลางคืน แต่ในเวลากลางวันต้นลิ้นมังกรจะคายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาแทน อีกทั้งเป็นต้นไม้ที่จะคงความเขียวได้ตลอดปี มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อม เลี้ยงง่าย ไม่ต้องดูแลรักษามาก ปลูกได้ทั้งกลางแจ้งและในที่ร่ม

เฟินบอสตัน

เฟินบอสตัน เป็นไม้ประดับที่คนนิยมนำมาปลูกเพราะว่าสามารถปลูกได้ทั้งในและนอกอาคาร แต่อาจจะต้องมีการดูแลมากเป็นพิเศษเมื่อนำมาปลูกภายในอาคาร เนื่องจากต้องการความชุ่มชื่นอย่างสม่ำเสมอ หากขาดน้ำจะส่งผลต่อสีของใบ แต่เฟินบอสตันก็เป็นไม้ประดับที่จะสามารถฟอกอากาศได้ดีมาก โดยเฉพาะสารฟอร์มาดีไฮด์

พลูด่าง

พลูด่าง เป็นอีกชนิดหนึ่งที่คนนิยมเอามาปลูกเนื่องจาก ปลูกง่าย สามารถปลูกได้ทั้งในน้ำและในดิน พลูด่างมีราคาที่ถูก สามารถหาซื้อได้ง่าย ต้นไม้ชนิดนี้จะช่วยดูดสารพิษในอากาศ

เศรษฐีเรือนใน

เศรษฐีเรือนใน เป็นไม้ล้มลุกที่สามารถปลูกได้ง่าย ปลูกได้ทั้งภายในและภายนอกอาคารเช่นเดียวกัน ต้นอ่อนที่แตกออกมาก็สามารถนำไปปลูกใหม่ได้ง่ายๆ เป็นพืชที่ไม่ต้องการน้ำมาก เพียงสัปดาห์ละครั้งก็เพียงพอแล้ว พืชชนิดนี้จะไม่คายน้ำมากนัก แต่จะช่วยดูดสารพิษได้มากทีเดียว เช่น ฟอร์มาดิไฮด์ แอมโมเนีย ไซลีน ทูลีน

ว่านหางจระเข้

ว่านหางจระเข้ เป็นพืชที่ไม่ว่าใครก็ต้องคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เนื่องจากสรรพคุณทางการแพทย์ที่ช่วยทั้งสามารถใช้เป็นยาและส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ความงามที่จะช่วยให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง รวมถึงลดการระคายเคือง นอกจากสรรพคุณที่ลือชื่อเหล่านี้แล้ว พืชชนิดนี้ก็มีประสิทธิภาพที่ดีในการช่วยทำให้คุณนอนหลับได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เพราะว่าจะคายก๊าซออกซิเจนในเวลากลางคืน อีกทั้งยังสามารถดูดซับสารพิษจำพวก ฟอร์มาดีไฮด์ ได้ดีอีกด้วย

#แม่บ้านยุคใหม่ #แม่บ้าน #แม่และเด็ก #บ้านและสวน #ไลฟ์สไตล์ของแม่บ้าน

More to explorer

อายุการใช้งาน ของขวดนมและจุกนมเด็ก แม่บ้านยุคใหม่ แม่บ้าน

อายุการใช้งาน ของขวดนม และจุกนมเด็ก

คุณแม่มือใหม่บางคนที่เริ่มให้ลูกใช้ขวดนม อาจจะยังไม่ทราบว่าขวดนมแต่ละแบบนั้นมีอายุใช้งานอยู่ ไม่ใช่ว่าจะใช้ได้ตลอดโดยไม่ต้องเปลี่ยนขวดใหม่เลย ดังนั้นเรามาดูกันดีกว่าว่า อายุการใช้งานของขวดนมและจุกนมนั้น เป็นอย่างไร อายุการใช้งานของ ขวดนม 1.ขวดที่มีสีขาวขุ่น  ขวดแบบนี้สามารถทนอุณหภูมิ ( -20̊ ) – 110 ̊ และอายุการใช้งานนั้นโดยเฉลี่ยแล้วจะสามารถอยู่ได้ ถึง 6 เดือน โดยจะต้องแล้วแต่ความถี่ในการทำความสะอาดและต้มหรือนึ่งฆ่าเชื้อ  2.ขวดพลาสติกที่ขาวใส

ลูกติดหวาน รับมืออย่างไร มาดู 5 เทคนิคนี้ แม่บ้านยุคใหม่ แม่บ้าน

ลูกติดหวาน รับมืออย่างไร มาดู 5 เทคนิคนี้

ขนมต่างๆ มักมีรสหวานเพื่อให้เด็กรู้สึกอร่อยและเป็นรสชาติที่ทำให้มีความสุข ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่โตขึ้นเด็กๆ ก็จะเริ่มเลือกทานแต่อาหารหวานๆ จนทำให้ ลูกติดหวาน ในที่สุด ซึ่งคุณพ่อคุณแม่จะทำอย่างไรดี มาดูเทคนิคที่เราหามาให้ได้อ่านกันไปดูกันเลย วิธีรับมือเมื่อ ลูกติดหวาน 1.คุณคือคนที่เลือกอาหารให้ลูก การทานอาหารในแต่ละมื้อ หลักๆ เด็กจะต้องทานที่บ้านและคุณก็จะต้องเป็นคนหาให้เขาได้ทานดังนั้นคุณเองก็ควรลองทำกับข้าวที่สามารถควบคุมรสชาติได้เองเพื่อเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกให้หันมาทานอาหารที่ไม่หวานได้ 2.ตัวอย่างที่ดีคือตัวคุณเอง การยกตัวอย่างต่างๆ ก็ไม่เท่าทำให้ดู ลูกๆ  จะมองคุณเป็นต้นแบบในแทบทุกเรื่องดังนั้นหากคุณห้ามให้ลูกไม่ทานหวานแต่ตัวคุณกลับทำซะเอง เด็กๆ ก็จะทำตามอย่างที่คุณทำแน่นอน

เสียงร้องของลูก บอกอะไรเราได้บ้าง แม่บ้านยุคใหม่ แม่บ้าน

เสียงร้องของลูก บอกอะไรเราได้บ้าง

การเลี้ยงเด็กคนหนึ่ง ให้เขาเจริญเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดี อาจจะเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย พ่อและแม่ต้องให้ความใกล้ชิด การดูแลที่อบอุ่น รวมถึงการเข้าอกเข้าใจทารกในการพัฒนา ทักษะในด้านต่างๆ ตามช่วงวัย การอบรมสั่งสอนรวมถึงการเลี้ยงดูที่ดีถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะนั้นจะเป็นพื้นฐานในการเจริญเติบโตของเด็กในอนาคต เด็กทารกนั้นยังไม่สามารถที่จะพูดคุย หรือสื่อสารเป็นคำพูดกับเราได้ ดังนั้นสิ่งที่เด็กทำได้เพื่อสื่อสารกับพ่อแม่ จึงเป็นเพียงการส่งเสียงร้อง ในรูปแบบและลักษณะ่าทางที่แตกต่างกัน บางคนอาจคิดว่าเสียงร้องของเด็กทารกนั้นแตกต่างกันจริงหรือ ทุกครั้งที่ร้องก็ฟังดูเสียงออกจะคล้ายกัน คนเป็นพ่อและแม่คนจะเข้าใจได้ดีเลยกับสิ่งนี้ หากเราลองสังเกตและใกล้ชิดกับลูก เราจะสามารถรู้สึกถึงความแตกต่างในเสียงร้องของลูก และรู้ได้ถึงสิ่งที่ลูกต้องการสื่อสารกับเราค่ะ เสียงร้องของลูก