คลอดก่อนกำหนด คืออะไร ลดความเสี่ยงได้อย่างไร

คลอดก่อนกำหนด คืออะไร ลดความเสี่ยงได้อย่างไร แม่บ้านยุคใหม่ แม่บ้าน
Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

การคลอดก่อนกำหนดภาวะที่คุณแม่หลายคนไม่อยากเจอ แต่คุณรู้หรือไม่ว่าสามารถลดความเสี่ยงลงได้ ลองไปดูกันดีกว่าว่าคลอดก่อนถึงกำหนดนั้นคืออะไร และมีวิธีที่จะช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างไรบ้าง

เครดิตภาพ pobpad

การคลอดก่อนกำหนด คืออะไร

การคลอดก่อนถึงกำหนดเป็นภาวะที่ปากมดลูกเปิดก่อนที่จะครบกำหนดคลอด เป็นการหดและขยายของมดลูกก่อนสัปดาห์ที่ 37 ซึ่งการเกิดภาวะคลอดลูกก่อนกำหนดอาจทำให้เกิดอันตรายได้ทั้งแม่และเด็ก หากเด็กยังไม่สมบูรณ์และคุณแม่ไม่แข็งแรงนั่นเอง

วิธีลดความเสี่ยง คลอดก่อนกำหนด

เราสามารถลดความเสี่ยง การคลอดลูกก่อนกำหนดได้ ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

1.อย่าอั้นปัสสาวะ

การอั้นปัสสาวะนอกจากจะส่งผลให้เกิดการอักเสบในกระเพาะปัสสาวะและยังทำให้เกิดการบีบตัวและการระคายเคืองในมดลูก หรือทำให้เกิดการติดเชื้อและอักเสบตามมา ซึ่งจะส่งผลให้เสี่ยงต่อการคลอดลูกก่อนกำหนดได้

2.ทานวิตามินเสริมให้ครบ

การทานวิตามินเสริมในช่วงตั้งครรภ์นั้นสามารถทำได้แต่หากคุณไม่สบายใจก็สามารถขอให้แพทย์วินิจฉัยและทำการจ่ายวิตามินให้กับตัวคุณเพื่อเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่จะทำให้ร่างกายแข็งแรงแต่การทานวิตามินนั้นไม่ได้เป็นการทดแทนการทานอาหาร ดังนั้นการรับประทานอาหารในแต่ละวันก็ยังจำเป็นอยู่มากเช่นกัน

เครดิตภาพ sanook

3.ควบคุมน้ำหนัก

การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ช่วงที่ตั้งท้องเพื่อป้องกันการเกิดโรคเบาหวานในช่วงตั้งครรภ์เพราะเมื่อเป็นเบาหวานจะทำให้เกิดอาการครรภ์เป็นพิษ ซึ่งทั้งสองโรคนี้เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดการคลอดก่อนกำหนด แต่การที่ไม่ทานอาหารจนน้ำหนักไม่ขึ้นหรือน้อยกว่าเกณฑ์ก็สามารถทำให้เกิดการคลอดก่อนกำหนดได้เช่นกัน

4.รักษาสุขภาพเหงือกให้ดี

การดูแลรักษาช่องปากให้มีสุขภาพที่ดีนั้นจะเป็นตัวช่วยที่ง่ายและทำได้ดีที่สุดในการป้องกันการคลอดก่อนกำหนดและหากเกิดมีปัญหาในช่องปากก็ต้องรับการรักษาอย่างทันทีเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาช่องปากอักเสบและควรพบทันตแพทย์ในช่วงที่ตั้งครรภ์อย่างน้อย 1  ครั้ง ในการรักษาความสะอาดช่องปากคุณต้องแปรงฟันวันละ 2 ครั้งหรือหลังจากรับประทานอาหารและควรใช้ไหมขัดฟันหากยังไม่สามารถแปรงฟันได้ทันทีจะเป็นการช่วยให้ช่องปากสะอาดและไม่ต้องเสี่ยงอีกด้วย

เครดิตภาพ happyhospital

ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้คุณสามารถป้องกันได้ด้วยตนเอง และคู่มือคุณแม่ก็เป็นแนวทางที่ดีที่จะช่วยให้คุณมีการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัยไปตลอดจนกระทั่งถึงเกณฑ์ที่ต้องคลอด โดยไม่เสี่ยงต่อการ คลอดก่อนกำหนด นั่นเอง

#คลอดก่อนกำหนด

More to explorer

อายุการใช้งาน ของขวดนมและจุกนมเด็ก แม่บ้านยุคใหม่ แม่บ้าน

อายุการใช้งาน ของขวดนม และจุกนมเด็ก

คุณแม่มือใหม่บางคนที่เริ่มให้ลูกใช้ขวดนม อาจจะยังไม่ทราบว่าขวดนมแต่ละแบบนั้นมีอายุใช้งานอยู่ ไม่ใช่ว่าจะใช้ได้ตลอดโดยไม่ต้องเปลี่ยนขวดใหม่เลย ดังนั้นเรามาดูกันดีกว่าว่า อายุการใช้งานของขวดนมและจุกนมนั้น เป็นอย่างไร อายุการใช้งานของ ขวดนม 1.ขวดที่มีสีขาวขุ่น  ขวดแบบนี้สามารถทนอุณหภูมิ ( -20̊ ) – 110 ̊ และอายุการใช้งานนั้นโดยเฉลี่ยแล้วจะสามารถอยู่ได้ ถึง 6 เดือน โดยจะต้องแล้วแต่ความถี่ในการทำความสะอาดและต้มหรือนึ่งฆ่าเชื้อ  2.ขวดพลาสติกที่ขาวใส

ลูกติดหวาน รับมืออย่างไร มาดู 5 เทคนิคนี้ แม่บ้านยุคใหม่ แม่บ้าน

ลูกติดหวาน รับมืออย่างไร มาดู 5 เทคนิคนี้

ขนมต่างๆ มักมีรสหวานเพื่อให้เด็กรู้สึกอร่อยและเป็นรสชาติที่ทำให้มีความสุข ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่โตขึ้นเด็กๆ ก็จะเริ่มเลือกทานแต่อาหารหวานๆ จนทำให้ ลูกติดหวาน ในที่สุด ซึ่งคุณพ่อคุณแม่จะทำอย่างไรดี มาดูเทคนิคที่เราหามาให้ได้อ่านกันไปดูกันเลย วิธีรับมือเมื่อ ลูกติดหวาน 1.คุณคือคนที่เลือกอาหารให้ลูก การทานอาหารในแต่ละมื้อ หลักๆ เด็กจะต้องทานที่บ้านและคุณก็จะต้องเป็นคนหาให้เขาได้ทานดังนั้นคุณเองก็ควรลองทำกับข้าวที่สามารถควบคุมรสชาติได้เองเพื่อเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกให้หันมาทานอาหารที่ไม่หวานได้ 2.ตัวอย่างที่ดีคือตัวคุณเอง การยกตัวอย่างต่างๆ ก็ไม่เท่าทำให้ดู ลูกๆ  จะมองคุณเป็นต้นแบบในแทบทุกเรื่องดังนั้นหากคุณห้ามให้ลูกไม่ทานหวานแต่ตัวคุณกลับทำซะเอง เด็กๆ ก็จะทำตามอย่างที่คุณทำแน่นอน

เสียงร้องของลูก บอกอะไรเราได้บ้าง แม่บ้านยุคใหม่ แม่บ้าน

เสียงร้องของลูก บอกอะไรเราได้บ้าง

การเลี้ยงเด็กคนหนึ่ง ให้เขาเจริญเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดี อาจจะเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย พ่อและแม่ต้องให้ความใกล้ชิด การดูแลที่อบอุ่น รวมถึงการเข้าอกเข้าใจทารกในการพัฒนา ทักษะในด้านต่างๆ ตามช่วงวัย การอบรมสั่งสอนรวมถึงการเลี้ยงดูที่ดีถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะนั้นจะเป็นพื้นฐานในการเจริญเติบโตของเด็กในอนาคต เด็กทารกนั้นยังไม่สามารถที่จะพูดคุย หรือสื่อสารเป็นคำพูดกับเราได้ ดังนั้นสิ่งที่เด็กทำได้เพื่อสื่อสารกับพ่อแม่ จึงเป็นเพียงการส่งเสียงร้อง ในรูปแบบและลักษณะ่าทางที่แตกต่างกัน บางคนอาจคิดว่าเสียงร้องของเด็กทารกนั้นแตกต่างกันจริงหรือ ทุกครั้งที่ร้องก็ฟังดูเสียงออกจะคล้ายกัน คนเป็นพ่อและแม่คนจะเข้าใจได้ดีเลยกับสิ่งนี้ หากเราลองสังเกตและใกล้ชิดกับลูก เราจะสามารถรู้สึกถึงความแตกต่างในเสียงร้องของลูก และรู้ได้ถึงสิ่งที่ลูกต้องการสื่อสารกับเราค่ะ เสียงร้องของลูก