รู้ให้ทัน!! โรคซึมเศร้าภัยเงียบที่อันตราย

รู้ให้ทัน!! โรคซึมเศร้าภัยเงียบที่อันตราย #แม่บ้านยุคใหม่
Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

ปัจจุบันโลกของเราเปลี่ยนแปลงไปมากทั้งทางที่ดี และทางที่ไม่ดี สังคม ความเป็นอยู่มีการเปลี่ยนแปลงไป ทำให้ผู้คนต้องปรับวิธีการใช้ชีวิตให้เข้ากับสังคมมากยิ่งขึ้น แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันบวกกับสังคมที่มีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ทำให้คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคซึมเศร้ามากยิ่งขึ้นกว่าเดิม และที่น่ากลัวไปมากกว่านั้นก็คือการเป็นโรคซึมเศร้าโดยที่ไม่รู้ตัว และวันนี้เราก็มีข้อมูลความรู้เกี่ยวกับ โรคซึมเศร้า มาฝากกัน

สาเหตุของโรคซึมเศร้า

  1. เกิดจากความเครียด เนื่องจากระดับสารเคมีในสมองเกิดความผิดปกติ เพราะต้องรักษาสมดุลของอารมณ์นั่นเอง
  2. สภาพจิตใจที่เกิดจากการเลี้ยงดู ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าที่เกิดจากสาเหตุนี้ส่วนใหญ่จะขาดความภูมิใจในตนเอง เครียดง่าย มองโลกในแง่ลบ คิดมาก วิตกกังวลตลอดเวลา
  3. การเจอกับสถานการณ์ที่เลวร้าย ไม่ว่าจะเป็น อาการเจ็บป่วยเรื้อรัง ความสัมพันธ์ที่ไม่ปรารถนา หรือเรื่องเลวร้ายที่กระทบจิตใจอย่างรุนแรง เป็นต้น

อาการของโรคซึมเศร้า หากพบว่าตนเองมีอาการเหล่านี้นานกว่า 2 สัปดาห์ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน

  1. รู้สึกไม่สบายใจ ซึมเศร้า หงุดหงิดตลอดเวลา อารมณ์ไม่ดี เครียด กังวลใจ
  2. น้ำหนักเพิ่มขึ้น หรือลดลง อย่างผิดปกติ มีความต้องการอาหารเปลี่ยนแปลงไป
  3. ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง แม้แต่สิ่งที่เคยให้ความสุข
  4. รู้สึกผิด สิ้นหวัง รู้สึกว่าตนเองไร้ค่า อยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์
  5. ความจำแย่ลง ไม่มีสมาธิ
  6. นอนไม่หลับ หรืออาจจะนอนมากว่าปกติ
  7. อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า ไม่มีแรง
  8. รู้สึกอยากทำร้ายตัวเอง อยากฆ่าตัวตาย คิดถึงแต่ความตาย

วิธีการรักษาโรคซึมเศร้า

  1. การรักษาโรคซึมเศร้าทางจิต วิธีนี้จะต้องใช้จิตแพทย์ในการรักษาด้วยการ พูดคุย กับคนไข้หรือผู้ป่วย เพื่อปรับเปลี่ยนมุมมอง ความคิด ไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยพูดคุยกับจิตแพทย์ประมาณ 10 – 20 ครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนรอบข้างที่ต้องให้ความใส่ใจ ความสนใจ กับผู้ป่วยให้มากขึ้น ด้วยการเอาใจใส่ หมั่นสอบถามความรู้สึก อยู่ด้วยความใกล้ชิด
  2. การรักษาโรคซึมเศร้าด้วยการให้ยา ซึ่งวิธีนี้จะต้องพบแพทย์อย่างเดียวเท่านั้น โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาสั่งยาให้กับผู้ป่วยตามอาการ แต่การรักษาด้วยการใช้ยาก็จะมีผลข้างเคียงอยู่บ้าง เช่น คอแห้ง ท้องผูก เวียนศีรษะ ตาพร่ามัว เป็นต้น

อย่างไรก็ตามอย่าคิดว่าโรคซึมเศร้าเป็นเรื่องไกลตัว ควรหมั่นสังเกตอาการของตนเองหรือคนใกล้ชิดอยู่เป็นระยะ แต่ก็ไม่ควรวิตกกังวลจนมากเกินไป ทั้งนี้ก็เพื่อรู้เท่าทันอาการของโรคและหากเกิดเป็นโรคซึมเศร้าจริงก็จะได้ทำการรักษาเสียตั้งแต่เบื้องต้น จะได้ไม่นำไปสู่เรื่องราวอันเลวร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

#แม่บ้านยุคใหม่ #รู้ทันโรค #โรคซึมเศร้า

More to explorer

เมื่อลูกเป็น “โรคภูมิแพ้” จะมีวิธีดูแลได้อย่างไร #แม่บ้านยุคใหม่

เมื่อลูกเป็น “โรคภูมิแพ้” จะมีวิธีดูแลได้อย่างไร

สำหรับโรคภูมิแพ้ถือว่าเป็นโรคที่เด็กๆเป็นกันมากที่สุด ซึ่งโรคภูมิแพ้นี้เกิดขึ้นได้โดยเฉพาะกับสภาพอากาศเย็นและชื้น ซึ่งเด็กๆมักจะมีอาการน้ำมูกไหลจะจามกัน สำหรับโรคภูมิแพ้นี้ถือว่าไม่ได้เป็นโรคที่น่ากลัวแต่อย่างไร แต่หากเป็นแล้วก็สามารถเป็นได้อีกไม่มีทางรักษาให้หายขาด เพราะฉะนั้นใครที่เป็นโรคภูมิแพ้ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ก็จะต้องมีวิธีจัดการกับตัวเองให้ระงับอาหารที่เกิดขึ้นให้ได้ โดยอาการของโรคภูมิแพ้ของเด็กแต่ละคนนั้นจะแสดงออกมาที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งเด็กบางคนนั้นอาจจะแสดงอาการทางผิวหนึ่ง ที่เรียกกันว่า ลมพิษ หรือเด็กบางมีอาการเยื่อจมูกอักเสบ วันนี้เราจึงมีวิธีป้องกัน โรคภูมิแพ้ มาฝากคุณพ่อคุณแม่แต่ละคน ได้ลองทำกันดู วิธีป้องกันโรคภูมิแพ้ให้กับเด็กๆสามารถทำได้ดังนี้ ป้องกันฝุ่นและไรฝุ่น ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สามารถทำให้เกิด โรคภูมิแพ้ ได้ โดยคุณแม่จะต้องจัดการทำความสะอาดส่วนต่างของบ้าน

หากลูกป่วยเป็น RSV จะต้องทำอย่างไร และอันตรายแค่ไหน? #แม่บ้านยุคใหม่

หากลูกป่วยเป็นRSV จะต้องทำอย่างไร และอันตรายแค่ไหน?

สำหรับทุกวันนี้เรามักพบเชื้อไวรัสมากมาย ซึ่งไวรัสบางตัวเราก็ยังไม่เคยเนมาก่อน ซึ่งในระยะเวลา 10-20 ปี ไวรัสเหล่านั้นได้กลายพันธุ์ให้มาติดเด็กๆ จนทำให้ทางการแพทย์จึงต้องเร่งศึกษาและหาวิธีรักษากันทุกวัน วันนี้เราจะก็มาบอกข้อมูลของไวรัส RSV ที่เป็นไวรัสที่เด็กเล็กป่วยบ่อยที่สุดช่วงตอนอากาศชื้นๆ อาการของไวรัส RSV นี้ยังทำให้เด็กมีไข้ ตัวร้อน บางรายเข้าทำการรักษาไม่ทันเด็กก็ถึงขั้นเสียชีวิตได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นเราจะต้องมีวิธีจัดการกับไวรัสตัวนี้ หากรู้ว่าลูกเป็นคุณแม่จะต้องทำอย่างไร ไปดูกัน เด็กที่ป่วยเป็น RSV มีอาการอย่างไร มีไข้สูง

อาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับคุณแม่หลังคลอดที่ต้องระวัง!! #แม่บ้านยุคใหม่

อาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับคุณแม่หลังคลอดที่ต้องระวัง!!

คุณแม่หลังคลอดเป็นคุณแม่ที่ต้องการพักฟื้นร่างกายมากที่สุด เพราะคุณแม่จะเสียลือดมากและได้รับอาการบาดเจ็บบริเวณช่องคลอด การที่คุณแม่มีร่างกายอ่อนเพลียในช่วงนี้จึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่มีโรคต่างๆแทรกซ้อนเข้ามา ด้วยสภาวะฮอร์โมนกำลังปรับตัว จึงทำให้สภาพร่างกายและสภาพจิตใจของคุณยังไม่ปกติ วันนี้เราก็จะมีอาการต่างๆที่สามารถเกิดขึ้นได้มาแนะนำ สำหรับคุณแม่หลังคลอดว่าจะมีโอกาสเกิดอาการป่วยแบบใดได้บ้าง อาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับคุณแม่หลังคลอด มีไข้ เป็นอีกหนึ่งอาการที่คุณแม่จะต้องแจ้งแพทย์ทันที เพราะในช่วงที่ คุณแม่หลังคลอด คุณแม่ได้เสียเลือดเป็นจำนวนมาก ร่างกายเลยทำการผลิตเลือดขึ้นมา จึงทำให้อุณภูมิร่างกายของคุณแม่ไม่ปกติ จึงทำให้เกิดมีไข้หลังคลอดประมาณ 1- 2 ชั่วโมงได้ ตกเลือด เป็นอีกหนึ่งอาการที่น่ากลัวเช่นกัน เพราะอาการตกเลือดนี้จะเป็นอาการหลังคลอดที่คุณหมอได้ทำการเย็บแผลในมดลูกไม่สนิท