เช็กสิ!!“โรคไข้หวัดใหญ่” มีความแตกต่างจาก “ไข้หวัดทั่วไป” อย่างไร?

“โรคไข้หวัดใหญ่” มีความแตกต่างจาก “ไข้หวัดทั่วไป” อย่างไร? #แม่บ้านยุคใหม่
Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

ในช่วงฤดูฝนเช่นนี้ หากมมีการดูแลและป้องกันสุขภาพของตนเองให้ดีก็อาจจะเกิดอาการเจ็บป่วยและไม่สบายได้ เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดฝนตกควรต้องกางร่มหรือมีอุปกรณ์ป้องกันให้ตนเองโดนฝนให้น้อยที่สุด แน่นอนว่าปัจจุบันโรคมีการพัฒนาระดับความรุนแรงของอาการไปอย่างมาก การที่เราไม่ป่วยเลยก็จะเป็นเรื่องที่ดีที่สุด

สำหรับวันนี้เราได้นำเอารายละเอียดข้อมูลเกี่ยวกับอาการของโรคไข้หวัดใหญ่ที่ควรสังเกตมาฝากกัน ใครที่อยากรู้ว่า“โรคไข้หวัดใหญ่” มีความแตกต่างจาก “ไข้หวัดทั่วไป” อย่างไรไม่ควรพลาดจ้า

โรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากอะไร?

โรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่าInfluenza โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยมักจะเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ในช่วงฤดูหนาว ซึ่งเชื้อของโรคไข้หวัดใหญ่นี้สามารถอยู่ได้ตลอดทั้งปี และสามารถเป็นได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่

สายพันธุ์ของโรคไข้หวัดใหญ่

  • ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A (Influenza A) สำหรับโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์นี้ถือว่าเป็นสายพันธุ์ที่มีความรุนแรงที่สุด และสามารถแพร่ระบาดได้ทั่วโลกเลยทีเดียว ถือว่าเป็นสายพันธุ์ที่น่ากลัวมากๆ
  • (Influenza B)ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B สำหรับโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์นี้สามารถระบาดได้ในแต่ละภูมิภาค โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว เชื้อจะมีเจริญเติบโตได้ดี ระดับความรุนแรงของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์นี้จะน้อยกว่าไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์A สำหรับโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์B สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน
  • ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ C (Influenza C) สำหรับสายพันธุ์นี้พบได้น้อยมาก และไม่มีการแพร่ระบาด อีกทั้งอาการของโรคยังไม่มีความรุนแรงแต่อย่างใด

อาการของโรคไข้หวัดใหญ่

ทางด้านอาการของโรคนั้นจะพบว่ามีอาการคล้ายโรคหวัดทั่วไป นั่นคือ มีไข้ มีน้ำมูก หนาวสั่น ไอ แต่สิ่งที่แตกต่างจากโรคหวัดทั่วไปก็คือ จะมีอาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อทั่วร่างกายและมีไข้สูงมาก แต่จะไม่ค่อยพบอาการเจ็บคอ จาม แต่อย่างใด

วิธีการดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคไข้หวัดใหญ่

  1. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  2. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
  3. ดื่มน้ำเปล่ามากๆ
  4. รับประทานอาหารที่ย่อยง่ายๆ
  5. สวมผ้าปิดจมูกทุกครั้ง

เป็นอย่างไรกันบ้างกับวีการตรวจสอบว่า “โรคไข้หวัดใหญ่” มีความแตกต่างจาก “ไข้หวัดทั่วไป” อย่างไรที่เรานำมาฝากกันข้างต้น ใครที่มีอาการแปลกๆเหมือนจะเป็นไข้ก็ลองนำข้อมูลข้างต้นมาตรวจเช็คร่างกายของตัวเองดูได้ว่าเข้าข่ายโรคไข้หวัดใหญ่หรือไม่อย่างไร หากไม่แน่ใจควรรีบไปพบแพทย์เพ่อทำการตรวจวินิจฉัย หากเป็นโรคไข้หวดใหญ่จริงก็จะได้รีบทำการรักษาให้ทันท่วงที

#แม่บ้านยุคใหม่ #แหล่งรวบรวมความรู้เกี่ยวกับครอบครัว #โรคไข้หวัดใหญ่

More to explorer

เมื่อลูกเป็น “โรคภูมิแพ้” จะมีวิธีดูแลได้อย่างไร #แม่บ้านยุคใหม่

เมื่อลูกเป็น “โรคภูมิแพ้” จะมีวิธีดูแลได้อย่างไร

สำหรับโรคภูมิแพ้ถือว่าเป็นโรคที่เด็กๆเป็นกันมากที่สุด ซึ่งโรคภูมิแพ้นี้เกิดขึ้นได้โดยเฉพาะกับสภาพอากาศเย็นและชื้น ซึ่งเด็กๆมักจะมีอาการน้ำมูกไหลจะจามกัน สำหรับโรคภูมิแพ้นี้ถือว่าไม่ได้เป็นโรคที่น่ากลัวแต่อย่างไร แต่หากเป็นแล้วก็สามารถเป็นได้อีกไม่มีทางรักษาให้หายขาด เพราะฉะนั้นใครที่เป็นโรคภูมิแพ้ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ก็จะต้องมีวิธีจัดการกับตัวเองให้ระงับอาหารที่เกิดขึ้นให้ได้ โดยอาการของโรคภูมิแพ้ของเด็กแต่ละคนนั้นจะแสดงออกมาที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งเด็กบางคนนั้นอาจจะแสดงอาการทางผิวหนึ่ง ที่เรียกกันว่า ลมพิษ หรือเด็กบางมีอาการเยื่อจมูกอักเสบ วันนี้เราจึงมีวิธีป้องกัน โรคภูมิแพ้ มาฝากคุณพ่อคุณแม่แต่ละคน ได้ลองทำกันดู วิธีป้องกันโรคภูมิแพ้ให้กับเด็กๆสามารถทำได้ดังนี้ ป้องกันฝุ่นและไรฝุ่น ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สามารถทำให้เกิด โรคภูมิแพ้ ได้ โดยคุณแม่จะต้องจัดการทำความสะอาดส่วนต่างของบ้าน

หากลูกป่วยเป็น RSV จะต้องทำอย่างไร และอันตรายแค่ไหน? #แม่บ้านยุคใหม่

หากลูกป่วยเป็นRSV จะต้องทำอย่างไร และอันตรายแค่ไหน?

สำหรับทุกวันนี้เรามักพบเชื้อไวรัสมากมาย ซึ่งไวรัสบางตัวเราก็ยังไม่เคยเนมาก่อน ซึ่งในระยะเวลา 10-20 ปี ไวรัสเหล่านั้นได้กลายพันธุ์ให้มาติดเด็กๆ จนทำให้ทางการแพทย์จึงต้องเร่งศึกษาและหาวิธีรักษากันทุกวัน วันนี้เราจะก็มาบอกข้อมูลของไวรัส RSV ที่เป็นไวรัสที่เด็กเล็กป่วยบ่อยที่สุดช่วงตอนอากาศชื้นๆ อาการของไวรัส RSV นี้ยังทำให้เด็กมีไข้ ตัวร้อน บางรายเข้าทำการรักษาไม่ทันเด็กก็ถึงขั้นเสียชีวิตได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นเราจะต้องมีวิธีจัดการกับไวรัสตัวนี้ หากรู้ว่าลูกเป็นคุณแม่จะต้องทำอย่างไร ไปดูกัน เด็กที่ป่วยเป็น RSV มีอาการอย่างไร มีไข้สูง

อาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับคุณแม่หลังคลอดที่ต้องระวัง!! #แม่บ้านยุคใหม่

อาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับคุณแม่หลังคลอดที่ต้องระวัง!!

คุณแม่หลังคลอดเป็นคุณแม่ที่ต้องการพักฟื้นร่างกายมากที่สุด เพราะคุณแม่จะเสียลือดมากและได้รับอาการบาดเจ็บบริเวณช่องคลอด การที่คุณแม่มีร่างกายอ่อนเพลียในช่วงนี้จึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่มีโรคต่างๆแทรกซ้อนเข้ามา ด้วยสภาวะฮอร์โมนกำลังปรับตัว จึงทำให้สภาพร่างกายและสภาพจิตใจของคุณยังไม่ปกติ วันนี้เราก็จะมีอาการต่างๆที่สามารถเกิดขึ้นได้มาแนะนำ สำหรับคุณแม่หลังคลอดว่าจะมีโอกาสเกิดอาการป่วยแบบใดได้บ้าง อาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับคุณแม่หลังคลอด มีไข้ เป็นอีกหนึ่งอาการที่คุณแม่จะต้องแจ้งแพทย์ทันที เพราะในช่วงที่ คุณแม่หลังคลอด คุณแม่ได้เสียเลือดเป็นจำนวนมาก ร่างกายเลยทำการผลิตเลือดขึ้นมา จึงทำให้อุณภูมิร่างกายของคุณแม่ไม่ปกติ จึงทำให้เกิดมีไข้หลังคลอดประมาณ 1- 2 ชั่วโมงได้ ตกเลือด เป็นอีกหนึ่งอาการที่น่ากลัวเช่นกัน เพราะอาการตกเลือดนี้จะเป็นอาการหลังคลอดที่คุณหมอได้ทำการเย็บแผลในมดลูกไม่สนิท