เมื่อลูกเป็นโรคแอลดี และโรคแอลดีคืออะไร

เมื่อลูกเป็นโรคแอลดี และโรคแอลดีคืออะไร #แม่บ้านยุคใหม่
Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

สำหรับเด็กหลายๆคนนั้นมักจะมีความสามารถและการแสดงอารมณ์ที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งความแตกต่างกันนี้หลายๆคนอาจจะมีการทดสอบว่า หากมีการเลี้ยงดูที่เหมือนกัน แต่ทำไมว่าเด็กๆยังมีอารมณ์ที่ไม่เหมือนกันนั้น บอกเลยว่าคุณแม่จะต้องทำใจยอมรับ ข้อดีและข้อเสียของลูกๆ ด้วยธรรมชาติได้สร้างมนุษย์มาให้มีความคิดที่มีอิสระ แต่จะสามารถควบคุมอารมณ์ที่แสดงออกมาได้

เมื่อถึงวัยและระยะเวลาที่สมควร เพราะฉะนั้นลูกน้อยของคุณแม่แต่ละคนจึงมีการแสดงออกของพฤติกรรมที่ต่างกันออกไป การเรียนรู้และการสอนนั้นจึงจะต้องปรับให้เข้ากับเด็กแต่ละคนเช่นกัน วันนี้เราจึงมีอีกหนึ่งโรคที่หลายๆคนมักจะไม่เคยได้ยินมาก่อนคือโรคแอลดี หรือโรคปัญหาการเรียน เช่น อ่านเขียนไม่ได้ หรือ ไม่คล่อง หรือมีปัญหาในการคิดเลข  

อาการของโรคแอลดีที่สามารถสังเกตได้

  1. ไม่มีสมาธิในการเรียน ทำงานช้า หรือทำงานไม่เคยเสร็จ
  2. เด็กที่เป็นโรคนี้จะไม่ชอบในการอ่านหรือเขียน
  3. มีปัญหาทางด้านความจำ
  4. เบื่อหน่ายง่าย ท้อแท้ และไม่มีสมาธิ
  5. ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง โดยเฉพาะการตอบคำถามที่จะต้องสั้นๆว่า ไม่รู้หรือไม่ได้เท่านั้น
  6. มีอารมณ์ขี้หงุดหงิดและก้าวร้าว โดยเฉพาะกับพ่อแม่ เพื่อน และญาติพี่น้อง

คุณพ่อคุณแม่จะรักษาโรคแอลดีนี้ได้อย่างไร

โรคนี้เป็นโรคที่เกี่ยวกับสมาธิของเด็กโดยเฉพาะ เด็กที่มีสมาธิสั้น คุณหมอจะใช้วิธีรักษาโรคนี้อย่างโดยตรง เมื่อเด็กที่มีสมาธิที่ดีขึ้นก็จะสามารถเรียนรู้ดีขึ้น เมื่อมีการเรียนรู้ที่ดีขึ้นนั้น เด็กจะมีความมั่นใจในตัวเองอย่างอัตโนมัติ ซึ่งการแก้ปัญหาสมาธิสั้นนี้ คุณพ่อคุณแม่จะต้องเป็นผู้ช่วยในการส่งเสริมด้วย อย่างเช่น ให้ลูกหยุดเล่นโทรศัพท์ หยุดดูทีวีหรือเล่นเกมคอมพิวเตอร์

โรคแอลดีหากเป็นแล้วหายได้หรือไม่

โรคแอลดีหากเด็กคนไหนที่เป็นแล้วอาจจะต้องใจระยะเวลาในการรักษาหน่อย เพราะส่วนใหญ่แล้วขึ้นอยู่กับคุณพ่อคุณแม่จะเป็นคนส่งเสริมให้ลูก เพราะหากยังทำพฤติกรรมที่ทำให้ลูกมีการเรียนรู้ถดถอยลงอยู่ ก็ทำให้ยากมากในการรักษา หากคุณแม่สามารถค้นพบว่าลูกป่วยเป็นโรคแอลดีได้เร็ว ก็จะสามารถรักษาและมีโอกาสหายเหมือนเด็กปกติได้ทัน แต่หากคุณแม่รู้ตัวช้าก็จะทำให้สามารถรักษาโรคแอลดีได้ยากมากๆ

เพราะเด็กจะมีกระบวนการคิดที่ไม่ทันเด็กที่อยู่วัยเดียวกัน หรือเด็กไม่สามารเรียนรู้กับบทเรียนในรุ่นเดียวกันได้ จึงยากมากที่เด็กจะสามารถตามเด็กรุ่นเดียวกันทัน เพราะฉะนั้นคุณแม่จะต้องรีบสังเกตและเปิดใจยอมรับเพื่อเข้าพบคุณหมออย่างเร็วที่สุด

#แหล่งรวบรวมความรู้เกี่ยวกับครอบครัว #แม่บ้านยุคใหม่ #โรคแอลดี

More to explorer

เมื่อลูกเป็น “โรคภูมิแพ้” จะมีวิธีดูแลได้อย่างไร #แม่บ้านยุคใหม่

เมื่อลูกเป็น “โรคภูมิแพ้” จะมีวิธีดูแลได้อย่างไร

สำหรับโรคภูมิแพ้ถือว่าเป็นโรคที่เด็กๆเป็นกันมากที่สุด ซึ่งโรคภูมิแพ้นี้เกิดขึ้นได้โดยเฉพาะกับสภาพอากาศเย็นและชื้น ซึ่งเด็กๆมักจะมีอาการน้ำมูกไหลจะจามกัน สำหรับโรคภูมิแพ้นี้ถือว่าไม่ได้เป็นโรคที่น่ากลัวแต่อย่างไร แต่หากเป็นแล้วก็สามารถเป็นได้อีกไม่มีทางรักษาให้หายขาด เพราะฉะนั้นใครที่เป็นโรคภูมิแพ้ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ก็จะต้องมีวิธีจัดการกับตัวเองให้ระงับอาหารที่เกิดขึ้นให้ได้ โดยอาการของโรคภูมิแพ้ของเด็กแต่ละคนนั้นจะแสดงออกมาที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งเด็กบางคนนั้นอาจจะแสดงอาการทางผิวหนึ่ง ที่เรียกกันว่า ลมพิษ หรือเด็กบางมีอาการเยื่อจมูกอักเสบ วันนี้เราจึงมีวิธีป้องกัน โรคภูมิแพ้ มาฝากคุณพ่อคุณแม่แต่ละคน ได้ลองทำกันดู วิธีป้องกันโรคภูมิแพ้ให้กับเด็กๆสามารถทำได้ดังนี้ ป้องกันฝุ่นและไรฝุ่น ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สามารถทำให้เกิด โรคภูมิแพ้ ได้ โดยคุณแม่จะต้องจัดการทำความสะอาดส่วนต่างของบ้าน

หากลูกป่วยเป็น RSV จะต้องทำอย่างไร และอันตรายแค่ไหน? #แม่บ้านยุคใหม่

หากลูกป่วยเป็นRSV จะต้องทำอย่างไร และอันตรายแค่ไหน?

สำหรับทุกวันนี้เรามักพบเชื้อไวรัสมากมาย ซึ่งไวรัสบางตัวเราก็ยังไม่เคยเนมาก่อน ซึ่งในระยะเวลา 10-20 ปี ไวรัสเหล่านั้นได้กลายพันธุ์ให้มาติดเด็กๆ จนทำให้ทางการแพทย์จึงต้องเร่งศึกษาและหาวิธีรักษากันทุกวัน วันนี้เราจะก็มาบอกข้อมูลของไวรัส RSV ที่เป็นไวรัสที่เด็กเล็กป่วยบ่อยที่สุดช่วงตอนอากาศชื้นๆ อาการของไวรัส RSV นี้ยังทำให้เด็กมีไข้ ตัวร้อน บางรายเข้าทำการรักษาไม่ทันเด็กก็ถึงขั้นเสียชีวิตได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นเราจะต้องมีวิธีจัดการกับไวรัสตัวนี้ หากรู้ว่าลูกเป็นคุณแม่จะต้องทำอย่างไร ไปดูกัน เด็กที่ป่วยเป็น RSV มีอาการอย่างไร มีไข้สูง

อาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับคุณแม่หลังคลอดที่ต้องระวัง!! #แม่บ้านยุคใหม่

อาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับคุณแม่หลังคลอดที่ต้องระวัง!!

คุณแม่หลังคลอดเป็นคุณแม่ที่ต้องการพักฟื้นร่างกายมากที่สุด เพราะคุณแม่จะเสียลือดมากและได้รับอาการบาดเจ็บบริเวณช่องคลอด การที่คุณแม่มีร่างกายอ่อนเพลียในช่วงนี้จึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่มีโรคต่างๆแทรกซ้อนเข้ามา ด้วยสภาวะฮอร์โมนกำลังปรับตัว จึงทำให้สภาพร่างกายและสภาพจิตใจของคุณยังไม่ปกติ วันนี้เราก็จะมีอาการต่างๆที่สามารถเกิดขึ้นได้มาแนะนำ สำหรับคุณแม่หลังคลอดว่าจะมีโอกาสเกิดอาการป่วยแบบใดได้บ้าง อาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับคุณแม่หลังคลอด มีไข้ เป็นอีกหนึ่งอาการที่คุณแม่จะต้องแจ้งแพทย์ทันที เพราะในช่วงที่ คุณแม่หลังคลอด คุณแม่ได้เสียเลือดเป็นจำนวนมาก ร่างกายเลยทำการผลิตเลือดขึ้นมา จึงทำให้อุณภูมิร่างกายของคุณแม่ไม่ปกติ จึงทำให้เกิดมีไข้หลังคลอดประมาณ 1- 2 ชั่วโมงได้ ตกเลือด เป็นอีกหนึ่งอาการที่น่ากลัวเช่นกัน เพราะอาการตกเลือดนี้จะเป็นอาการหลังคลอดที่คุณหมอได้ทำการเย็บแผลในมดลูกไม่สนิท