ต้องระวัง!! โรคไข้สมองอักเสบจีอี อันตรายที่เด็กเล็กต้องระวัง

ต้องระวัง!! โรคไข้สมองอักเสบจีอี อันตรายที่เด็กเล็กต้องระวัง #แม่บ้านยุคใหม่
Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

โรคภัยไข้เจ็บสำหรับเด็กๆ มักมาในช่วงฤดูฝน เนื่องจากความชื้นมักจะเป็นผลดีกับเชื้อโรคต่างๆ จึงทำให้ในช่วงฤดูที่มีความชื้นสูงอย่างฤดูฝน มักจะสร้างปัญหาให้กับเด็กๆมากที่สุด จึงทำให้คุณพ่อคุณแม่จะต้องระวังสุขภาพของเด็กๆเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเด็กเล็กที่มีอายุ 5-9 ขวบ ที่มักจะซนและออกไปเล่นนอกบ้านบ่อยๆ มักจะเจอปัญหาเกี่ยวกับภาหะนำโรค อย่างเช่น ยุง ที่เป็นตัวการสำคัญที่ทำเกิดโรคไขสมองอักเสบจีอี วันนี้เราจึงมีความรู้ดีๆให้คุณแม่สามารถป้องกันโรคไข้สมองอักเสบจีอี ให้กับลูกๆได้

โรคไข้สมองอักเสบจีอี เกิดจากอะไร

จากผลวิจัยมาแล้วว่า โรคไข้สมองอับเสบเกิดจากหมูที่ป่วยเป็นโรคไข้สมองอักเสบจีอี  จากนั้นมียุงเป็นพาหะนำโรค ซึ่งยุงเข้าไปกัดหมูที่ป่วยเป็นโรคไข้สมองอักเสบจีอี จากนั้นเข้าไปกัดคน จึงทำให้เชื้อโรคที่ติดมากับยุงนั้นกระจายเข้าไปในร่างกายของคนที่ถูกยุงกัดนั่นเอง นอกจากนี้ยุงยังสามารถกัดคนที่ป่วยเป็นโรคไข้สมองอักเสบและนำไปติดกับอีกคนได้อีกด้วย ซึ่งอาจจะทำให้โรคติดต่อนี้แพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีผลวิจัยออกมาอีกว่า สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อย่างเช่น แพะ แกะ ลา หนู ค้างคาว ยังสามารถหรือสัตว์ปีจำพวก นก ไก่ เป็ด ยังป่วยเป็นโรคนี้ได้อีกด้วย

วิธีป้องกันโรคไข้สมองอักเสบจีอี

  1. โรคไข้สมองอักเสบสามารถเข้าไปฉีดวัตซีนได้ตั้งแต่อายุ 1 ขวบขึ้นไป เพราะฉะนั้นเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 1 ขวบจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ควรนอนที่ปราศจากจากยุงจะดีที่สุด
  2. จัดการแยกสัตว์เลี้ยงให้ห่างไกลกับจากเด็กๆ
  3. ป้องกันอย่างให้เด็กๆถูกยุงกัด โดยการนอนกลางมุ้ง ติดมุ้งลวดรอบบ้าน หรือการใช้ยากำจัดและไล่ยุง
  4. กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง เพื่อตัดวงจรชีวิตของพาหะนำโรค
  5. สำหรับผู้ใหญ่คนไหนที่ยังไม่เคยฉีดวัคซีนโรคไข้สมองอักเสบจีอี ก็สามารถเข้าไปฉีดวัคซีนให้เรียบร้อย เพื่อป้องกันแพร่ระบาดไปสู่เด็กๆ หรือคนอื่นในบ้าน

เป็นอย่างไรบ้างสำหรับโรคไข้สมองอักเสบจีอี  ที่บอกเลยว่าอันตรายถึงชีวิตของเด็กๆได้เลย โดยเฉพาะเด็กที่ร่างกายไม่แข็งแรง ภูมิต้านทานโรคต่ำ เพราะฉะนั้นการเรียนรู้วิธีป้องกันโรคนี้ จึงเป็นหน้าที่สำคัญที่คุณแม่จะต้องระวังให้กันเด็กๆ และพำพยายามอย่าให้เด็กโดนยุงกัน ซึ่งในยุคนี้มีผลิตภัณฑ์มากมายที่ช่วยในการป้องกันยุงมากัดเด็กๆได้ จึงทำให้คุณแม่จะต้องจัดหาผลิตภัณฑ์เหล่านั้นมาติดบ้านไว้ ก็จะเป็นอีกหนึ่งทางออกได้เช่นกัน

#แหล่งรวบรวมความรู้เกี่ยวกับครอบครัว #แม่บ้านยุคใหม่ #โรคไข้สมองอักเสบจีอี 

More to explorer

เมื่อลูกเป็น “โรคภูมิแพ้” จะมีวิธีดูแลได้อย่างไร #แม่บ้านยุคใหม่

เมื่อลูกเป็น “โรคภูมิแพ้” จะมีวิธีดูแลได้อย่างไร

สำหรับโรคภูมิแพ้ถือว่าเป็นโรคที่เด็กๆเป็นกันมากที่สุด ซึ่งโรคภูมิแพ้นี้เกิดขึ้นได้โดยเฉพาะกับสภาพอากาศเย็นและชื้น ซึ่งเด็กๆมักจะมีอาการน้ำมูกไหลจะจามกัน สำหรับโรคภูมิแพ้นี้ถือว่าไม่ได้เป็นโรคที่น่ากลัวแต่อย่างไร แต่หากเป็นแล้วก็สามารถเป็นได้อีกไม่มีทางรักษาให้หายขาด เพราะฉะนั้นใครที่เป็นโรคภูมิแพ้ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ก็จะต้องมีวิธีจัดการกับตัวเองให้ระงับอาหารที่เกิดขึ้นให้ได้ โดยอาการของโรคภูมิแพ้ของเด็กแต่ละคนนั้นจะแสดงออกมาที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งเด็กบางคนนั้นอาจจะแสดงอาการทางผิวหนึ่ง ที่เรียกกันว่า ลมพิษ หรือเด็กบางมีอาการเยื่อจมูกอักเสบ วันนี้เราจึงมีวิธีป้องกัน โรคภูมิแพ้ มาฝากคุณพ่อคุณแม่แต่ละคน ได้ลองทำกันดู วิธีป้องกันโรคภูมิแพ้ให้กับเด็กๆสามารถทำได้ดังนี้ ป้องกันฝุ่นและไรฝุ่น ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สามารถทำให้เกิด โรคภูมิแพ้ ได้ โดยคุณแม่จะต้องจัดการทำความสะอาดส่วนต่างของบ้าน

หากลูกป่วยเป็น RSV จะต้องทำอย่างไร และอันตรายแค่ไหน? #แม่บ้านยุคใหม่

หากลูกป่วยเป็นRSV จะต้องทำอย่างไร และอันตรายแค่ไหน?

สำหรับทุกวันนี้เรามักพบเชื้อไวรัสมากมาย ซึ่งไวรัสบางตัวเราก็ยังไม่เคยเนมาก่อน ซึ่งในระยะเวลา 10-20 ปี ไวรัสเหล่านั้นได้กลายพันธุ์ให้มาติดเด็กๆ จนทำให้ทางการแพทย์จึงต้องเร่งศึกษาและหาวิธีรักษากันทุกวัน วันนี้เราจะก็มาบอกข้อมูลของไวรัส RSV ที่เป็นไวรัสที่เด็กเล็กป่วยบ่อยที่สุดช่วงตอนอากาศชื้นๆ อาการของไวรัส RSV นี้ยังทำให้เด็กมีไข้ ตัวร้อน บางรายเข้าทำการรักษาไม่ทันเด็กก็ถึงขั้นเสียชีวิตได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นเราจะต้องมีวิธีจัดการกับไวรัสตัวนี้ หากรู้ว่าลูกเป็นคุณแม่จะต้องทำอย่างไร ไปดูกัน เด็กที่ป่วยเป็น RSV มีอาการอย่างไร มีไข้สูง

อาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับคุณแม่หลังคลอดที่ต้องระวัง!! #แม่บ้านยุคใหม่

อาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับคุณแม่หลังคลอดที่ต้องระวัง!!

คุณแม่หลังคลอดเป็นคุณแม่ที่ต้องการพักฟื้นร่างกายมากที่สุด เพราะคุณแม่จะเสียลือดมากและได้รับอาการบาดเจ็บบริเวณช่องคลอด การที่คุณแม่มีร่างกายอ่อนเพลียในช่วงนี้จึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่มีโรคต่างๆแทรกซ้อนเข้ามา ด้วยสภาวะฮอร์โมนกำลังปรับตัว จึงทำให้สภาพร่างกายและสภาพจิตใจของคุณยังไม่ปกติ วันนี้เราก็จะมีอาการต่างๆที่สามารถเกิดขึ้นได้มาแนะนำ สำหรับคุณแม่หลังคลอดว่าจะมีโอกาสเกิดอาการป่วยแบบใดได้บ้าง อาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับคุณแม่หลังคลอด มีไข้ เป็นอีกหนึ่งอาการที่คุณแม่จะต้องแจ้งแพทย์ทันที เพราะในช่วงที่ คุณแม่หลังคลอด คุณแม่ได้เสียเลือดเป็นจำนวนมาก ร่างกายเลยทำการผลิตเลือดขึ้นมา จึงทำให้อุณภูมิร่างกายของคุณแม่ไม่ปกติ จึงทำให้เกิดมีไข้หลังคลอดประมาณ 1- 2 ชั่วโมงได้ ตกเลือด เป็นอีกหนึ่งอาการที่น่ากลัวเช่นกัน เพราะอาการตกเลือดนี้จะเป็นอาการหลังคลอดที่คุณหมอได้ทำการเย็บแผลในมดลูกไม่สนิท