โน้มน้าวใจเด็กปฐมวัยอย่างไรให้ยอมกินข้าว

โน้มน้าวใจเด็กปฐมวัยอย่างไรให้ยอมกินข้าว
Facebook
Twitter

เด็กปฐมวัยยังคงอยู่ในวัยแห่งการเล่นและเรียนรู้เป็นหลัก การไม่หยุดนิ่ง พร้อมจะเดินหน้าเห็นโลกกว้างและสนุกสนานไปกับสิ่งรอบตัวจึงเป็นเรื่องปกติที่ทำให้เด็กไม่ค่อยจะสนใจในเรื่องเล็กน้อยที่เป็นกิจของตัวเองซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควรอย่างการกินข้าว เพราะชีวิตของเด็กปฐมวัยมีแต่ความเพลิดเพลินและการเล่นในหัวตลอดเวลา ทำให้ไม่รู้สึกหิว การที่เขาจะยอมกินข้าวให้หมดตามปริมาณที่คุณพ่อคุณแม่ตักมาให้จึงเป็นเรื่องยาก บางคนกินข้าวเพียงแค่ 2 – 3 คำก็จะไปเล่นแล้ว ซึ่งหากปล่อยไว้เด็กก็อาจไม่ได้รับพลังงานจากอาหารในปริมาณที่เหมาะสมตามวัยอย่างที่ควรจะเป็นผู้ปกครองอย่างคุณจึงต้องหาวิธีโน้มน้าวใจเด็กปฐมวัยให้ยอมกินข้าว

พูดถึงการทำอาชีพในฝันซึ่งจะเป็นได้หากเด็กปฐมวัยยอมกินข้าว

เมื่อเด็กปฐมวัยไม่ยอมกินข้าว ผู้ปกครองก็อาจใช้วิธีการโน้มน้าวใจเด็กในสิ่งที่เขาชอบ นั่นก็คือ “อาชีพในอนาคต” เพราะเด็กปฐมวัยส่วนใหญ่ย่อมต้องมีความใฝ่ฝันในอนาคตอยู่แล้วว่าตัวเองอยากเป็นครู หมอ พยาบาล ทหาร ตำรวจ หรืออาชีพอื่น ๆ การยกอาชีพในฝันของเด็กมาเป็นตัวโน้มน้าวให้เด็กกินข้าวให้เขาเกิดแรงผลักดันจะมุ่งตามจุดหมายจึงต้องมี โดยในระหว่างการกินข้าวคุณควรบอกเด็กด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นว่า “หากหนูยอมกินข้าวเยอะ ๆ ก็จะเติบโตแข็งแรงสามารถทำอาชีพ…(อาชีพที่เด็กใฝ่ฝัน)…ได้เลย” ซึ่งพอเด็กรู้ก็จะตั้งใจกินข้าวมากขึ้นเพราะเขารู้ว่าหากรับประทานแล้ว โอกาสที่ตัวเองจะได้ทำอาชีพที่ฝันก็จะมากขึ้น

บอกที่มาของอาหารซึ่งทำให้เด็กปฐมวัยเกิดความสนใจแปลกใหม่

ด้วยความที่เด็กปฐมวัยชอบที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ทั้งสิ่งรอบตัวที่ใกล้และไกลตัวออกไป ยิ่งไกลตัวไม่เคยเห็นก็ยิ่งอยากรู้จักและเห็นภาพเห็นเรื่องราวของสิ่งนั้น ๆ มากยิ่งขึ้นจนเกิดเป็นความสนใจในที่สุด การกินข้าวนั้นคุณก็อาจ้หลักการนี้มาบอกที่มาของอาหารต่าง ๆ ว่าตัวเองไปซื้อมาจากไหน ข้าวมาจากไหน ผักนี้ส่งมาจากจังหวัดหรือประเทศอะไร และตบท้ายด้วยว่า “ซื้อของเขามาไกลนะลูก ต้องพยายามกินข้าวให้เยอะ ๆ นะ เขาทำงานน่าสงสาร” ซึ่งเด็กปฐมวัยก็จะอยากรู้ว่าจุดหมายที่มาของอาหารหรือวัตถุดิบนั้น ๆ เป็นอย่างไร เช่น ผักบล็อกโคลี่มาจากประเทศออสเตรเลีย เด็กก็จะต้องถามผู้ปกครองว่าประเทศออสเตรเลียเป็นอย่างไร เป็นต้น ถือโอกาสเปิดโลกเด็กไปด้วย และยังทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้กินอาหารที่ใช้วัตถุดิบจากที่มาแปลกใหม่นั้น ๆ ซึ่งเขามองว่าหายาก ต้องกินให้เยอะ ๆ

ให้รางวัลเด็กปฐมวัยเป็นครั้งคราวเมื่อยอมกินข้าว

เมื่อเด็กปฐมวัยไม่ยอมกินข้าว การโน้มน้าวใจด้วยแรงเสริมโดยการพูดให้รางวัลอย่างการให้สิ่งของเล็กน้อยสลับกับการชื่นชมก็เป็นสิ่งที่เหมาะสมซึ่งจะทำให้เด็กปฐมวัยมีแรงผลักดันและจุดหมายในการรับประทานอาหาร ก่อนที่พอนานไปจะเริ่มให้รางวัลแบบนาน ๆ ที และเปลี่ยนมาเป็นการบอกถึงคุณประโยชน์ในอาหารแก่เด็กปฐมวัยแทน เพื่อให้เขาเห็นถึงความสำคัญต่อสุขภาพร่างกาย พอเขาเริ่มโตก็จะเห็นถึงความสำคัญของการกินข้าวมากขึ้นจากการปลูกฝังของผู้ปกครองจนยอมกินข้าวได้เองและเลือกกินแต่อาหารที่มีประโยชน์ อย่างผักผลไม้เป็นหลัก

สุดท้ายนี้ก็ขอให้คุณพ่อคุณแม่และผู้เลี้ยงดูเด็กปฐมวัยทุกคนลองนำวิธีโน้มน้าวใจของเราไปใช้ดู ให้ทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปอย่าเร่งร้อน เพราะการปลูกฝังเด็กปฐมวัยให้รักการกินข้าวไม่ใช่เรื่องง่าย สิ่งสำคัญคือรอยยิ้มที่คุณต้องมีตลอดเวลา ไม่อารมณ์เสียหากเด็กแสดงพฤติกรรมขัดแย้ง ขอให้ท่องจำขึ้นใจไว้และโชคดีกันทุกคน

รูปภาพประกอบ : Pixabay

#ไลฟ์สไตล์ของแม่บ้าน #แม่บ้านยุคใหม่ #โน้มน้าวใจเด็กปฐมวัย

More to explorer

น่าสนใจ!! ตามไปดูปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตั้งครรภ์แฝด

น่าสนใจ!! ตามไปดูปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตั้งครรภ์แฝด

ในการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติในระยะแรกเราจะไม่สามารถรู้ได้ว่าการตั้งครรภ์ของคุณนั้นเป็นการตั้งครรภ์แบบปกติหรือว่าเป็นการตั้งครรภ์แฝด แน่นอนว่าพันธุกรรมมีผลอย่างมากกับการตั้งครรภ์แฝด สำหรับวันนี้เราได้นำเอาอีกหนึ่งข้อมูลที่มีความน่าสนใจซึ่งก็คือ ปัจจัยที่ทำให้เกิดการตั้งครรภ์แฝด แน่นอนว่าใครที่อยากจะรู้ว่าสาเหตุที่ทำให้เราตั้งครรภ์แฝดนั้นมีอะไรได้บ้าง

วิธีการหยุดพฤติกรรม “กัดเล็บ” ในเด็ก

วิธีการหยุดพฤติกรรม “กัดเล็บ” ในเด็ก

พฤติกรรมแต่ละอย่างที่แสดงออกมาของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจหรือลักษณะการแสดงออกของแต่ละคน บางคนชอบประหม่าไม่มั่นใจตัวเองเมื่อต้องอยู่ในกลุ่มคนหมู่มาก ในขณะที่บางคนจะรู้สึกมั่นใจในตนเองมากเมื่ออยู่ในกลุ่มคนหมู่มาก ซึ่งการแสดงออกหรือพฤติกรรมเหล่านี้แต่ละคนก็จะมีความแตกต่างกันออกไป

วิธีการป้องกันลูกหายเมื่อพาลูกไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ

วิธีการป้องกันลูกหายเมื่อพาลูกไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ

สำหรับเด็กบางคนโดยเฉพาะเด็กผู้ชายมักจะมีความกล้ามากๆ เพราะเด็กๆไม่เคยผ่านโลกที่โหดร้ายมาก่อนจึงทำให้เด็กมักจะวิ่งหนีเราจนทำให้เราหาไม่เจอ หลังจากนั้นเด็กๆก็มักจะหลงทางและไม่สามารถกลับมาทางเดิมได้และเหตุการณ์นี้มักเกิดบ่อยที่สุดในบ้านเรา อย่างเช่น วันงานเทศกาลหรือในห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ